ผีสาวชุดขาว

ผีสาวชุดขาว เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ผีสาวชุดขาว
ผีสาวชุดขาว

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ผีสาวชุดขาว 

สุภาพสตรีในชุดขาวคือหนึ่งในเรื่องเล่าที่มีความเป็นมายาวนานมากที่สุดเรื่องหนึ่งบนโลก ปรากฏในบันทึกทางประวัติศาสตร์ครั้งแรกตั้งแต่สมัยยุคกลางที่กล่าวถึงดวงวิญญาณของหญิงสาวในชุดขาวที่ไม่ว่าไปปรากฏตัวในบ้านใคร บ้านนั้นจะต้องมีคนเสียชีวิตในภายหลัง

ความน่ากลัวของเธอแพร่หลายขจรขจายไปไกลข้ามคาบมหาสมุทรและส่งผลให้เกิดการต่อยอดเป็นตำนานพื้นบ้านของท้องถิ่นนั้นๆ หลายสิบเรื่อง

ดั่งตัวอย่างที่ผู้เขียนจะหยิบยกมาต่อไปนี้

ที่โรงแรม Old Mill Hotel ในเมืองมาเทอร์เวลล์ สหราชอาณาจักร เลื่องลือไปทั่วถึงเรื่องราวของดวง วิญญาณสุภาพสตรี ในชุดขาวที่สิงอยู่ในโรงแรม ความเป็นมามีอยู่ว่า หญิงสาวผู้นี้เธอกำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวเข้าพิธีวิวาห์กับชายหนุ่มที่เธอรัก งานแต่งนั้นจะจัดเลี้ยงฉลองกันที่โรงแรมแห่งนี้ แต่พอถึงวันงาน เจ้าบ่าวถูกฆ่าตายระหว่างเดินทางมาโรงแรม หญิงสาวเสียใจมาก จึงฆ่าตัวตายตามและกลายเป็นผีเฝ้าโรงแรมมานับแต่นั้น

ที่ปราสาท Castle Huntly ในสกอตแลนด์ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสุภาพสตรีในชุดขาวอยู่หลายแบบ แต่ที่แพร่หลายมากที่สุด คือเรื่องราวของคุณหนูเจ้าของปราสาทที่แอบรักกับคนรับใช้ เมื่อถูก จับได้จึงโดนจับขังในยอดหอคอยเป็นการทำโทษ เธอทนทรมานกับความรักที่ไม่สมหวังไม่ได้ จึงกระโดดลงมาฆ่าตัวตาย และกลายเป็นผีสิงหอคอยมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17

ทางฝั่งอเมริกาก็มีอยู่หลายเรื่อง เช่น ในปี ค.ศ. 1932 เมื่อหญิงสาวนามว่าเพ๊ก เอนทวิสเทิล (Peg Entwistle) ปีนขึ้นไปบนตัวอักษร H ของป้าย Hollywood และกระโดดฆ่าตัวตายเพราะผิดหวังกับอาชีพนักแสดง ต่อมามีคนเห็นดวงวิญญาณของเธอวนเวียนอยู่แถวๆที่เสียชีวิต โดยสวมชุดสีขาว หากใครเข้าไปทัก เธอก็จะหันหน้ากลับมาในลักษณะที่มีแต่หัวกะโหลก นัยน์ตาสองข้างเป็นสีขาวราวหิมะ แต่ใบหน้ากลับดำปิ๊ดปี๋เหมือนขี้เถ้า…

Continue Reading
วันฝนตก

วันฝนตก เรื่องเล่า-สยองขวัญ

วันฝนตก

วันฝนตก

เรื่องเล่า-สยองขวัญ  วันฝนตก

ภายในบ้านสองชั้นบนที่ดินจัดสรรย่านจังหวัดนนทบุรี แม้เวลาเดินข้ามเที่ยงคืนมาแล้วสิบห้านาที แต่‘วันวิษาข์’ยังนั่งที่โต๊ะหนังสือ เพ่งสมาธิทั้งหมดอ่านตำราเบื้องหน้า ช่วงนี้สถานศึกษาหยุดให้นักเรียนทบทวนความรู้ก่อน

สอบปลายภาค บวกกับครูหลายท่านตำหนิเรื่องคะแนนเก็บของเธออยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน เลยทำให้ วันวิษาข์ อยากเร่งคะแนนก่อนจบมัธยมปลาย และตลอดสัปดาห์มาแล้วที่เธอนั่งอ่านหนังสือข้ามวัน หากเวลานี้ฝนไม่ตก วันวิษาข์จะเปิดหน้าต่างออกสู่สวนดอกไม้ริมบึงกว้างของหมู่บ้าน บางคืนเธอโชคดี ได้ยินเสียงร้องหมอลำจากปากยามที่ปั่นจักรยานไปตามถนน พอทำให้คลายง่วงได้บ้าง ตอนหัวค่ำแม่กับพ่อเลี้ยงได้รับโทรศัพท์ด่วน ว่าญาติ

ทางพ่อเลี้ยงเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉินในกรุงเทพฯ ทั้งสองจึงขับรถไปเยี่ยมเยียนกระทั่งบัดนี้ยังไม่กลับ ทำให้บ้านหลังใหญ่มีเพียงวันวิษาข์อยู่คนเดียว ก่อนไปแม่กะจะโทรศัพท์เรียกคนใช้หญิงมาอยู่เป็นเพื่อน แต่ลูกสาววัย 18 ปีก็ปฏิเสธความหวังดีของแม่ เนื่องเพราะไม่อยากให้คนใช้ต้องลำบากกับเรื่องแค่นี้ อีกอย่างแกอายุ 45 ปีทำงานแบบเช้าไป-เย็นกลับ และอยู่ต่างอำเภออีกต่างหาก เวลานี้วันวิษาข์นั่งอ่านหนังสือคลอเสียงฝนหล่นจาก

หลังคา อดไม่ได้ที่จะประหวัดถึงพ่อแท้ๆ เนื่องเพราะท่านเสียชีวิตในคืนฝนตกเช่นนี้ พ่อขับรถฝ่าฝนเพื่อมาฉลองวันเกิดครบ 15 ปีของวันวิษาข์ แต่ยังไม่ถึงบ้านก็เกิดอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ถัดจากนั้น 1 ปีแม่ก็พาพ่อเลี้ยงเข้ามาในบ้าน เขาอายุ 40 ปี อายุน้อยกว่าแม่ 3 ปี แม่ให้เหตุผลกับวันวิษาข์ว่า เขาเป็นคนดี และแม่ก็เหงาเลยอยากมีเพื่อนที่รู้ใจเอาไว้คุยเล่น ก่อนตายพ่อได้ทิ้งกิจการบริษัทสำนักพิมพ์เอาไว้ให้ แต่ทันทีพ่อเสียชีวิตแม่ก็ขาย แม่บอกว่าไม่มีเวลาดูแล เพราะต้องทำงานตำแหน่งรองผู้จัดการสาขาธนาคารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ส่วนพ่อเลี้ยงเป็นเซลล์ขายสินค้าป้อนโรงงานอุตสาหกรรม แม้อายุ 40 ปี แต่ยังดูหนุ่มและพูดจามีมนุษย

สัมพันธ์เป็นเลิศ พักหลังนี้เขามักกลับบ้านไม่ตรงเวลากับแม่ โดยอ้างเหตุผลว่าต้องออกขายสินค้าต่างจังหวัด ยิ่งกว่านั้นเขาพูดคุยกับวันวิษาข์และทำตัวสนิทสนมเกินควร คืนหนึ่ง แม่ไปสัมมนาต่างจังหวัด ประจวบเหมาะเป็นคืนฝนตก วันวิษาข์ลืมล็อกประตูห้องนอน ค่อนแจ้งเธอรู้สึกตัวพบพ่อเลี้ยงนอนเคียงข้าง แม้คืนนั้นเขาไม่ได้ทำลายเธอ แต่พ่อต่างสายเลือดสอนให้สาววัย 18 ปีรู้จักทุกสัดส่วนของเพศชายเป็นครั้งแรกในชีวิต หลังจากนั้นพ่อเลี้ยงก็หาโอกาสทำอย่างเดิมบ่อยๆ วันวิษาข์รู้ภายหลังว่าเขาแอบเอากุญแจไปทำเป็นลูกสำรอง ถึงอย่างไรวันวิษาข์ขอผัดผ่อนกับเขาว่า รอให้เธอจบมัธยมปลายแล้วจะมอบร่างกายให้ ดูเหมือนพ่อเลี้ยงจะรักษาสัญญาเป็นอย่างดี โชคดีวันวิษาข์ยังไม่ทิ้งการเรียน ยังคงรักษาเกรดเฉลี่ยไว้ในระดับเดิม แต่อารมณ์แปลกแยกและสับสนในตัวเอง ทำให้เธอเริ่มเก็บตัวมากขึ้น ชอบเข้าห้องสมุดทำทีอ่านหนังสือ แต่ในหัวสมองมีเพียงภาพ

พ่อเลี้ยง ถึงอย่างไรก็ไม่มีครูหรือเพื่อนสังเกตเห็น คงเพราะตอนพ่อแท้ๆยังมีชีวิต วันวิษาข์มักสนิทกับท่านมากกว่าแม่ จนบัดนี้เธอก็ยังโหยหาความรู้สึกนั้น แต่สาวมัธยมปลายยังไร้เดียงสาเรื่องอารมณ์พรรค์นี้ จึงแสดงพฤติกรรมออกมาในทางที่ผิดเพี้ยนกับพ่อเลี้ยง ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งซ่อนเร้นอยู่ใต้พื้นผิวของจิตสำนึก คือวันวิษาข์นึกตำหนิแม่ที่พ่อเพิ่งตายก็เอาชายใหม่เข้ามาในบ้าน ความริษยาหวังเอาชนะแม่เริ่มก่อตัวขึ้น แต่เธอเก็บกด

ความรู้สึกนี้ไว้ตลอดมา กระทั่งพ่อเลี้ยงแอบเข้าห้องของเธอ และสอนให้สาวมัธยมปลายเรียนรู้อารมณ์อีกด้านหนึ่ง ที่กระตุ้นให้เธอริษยาแม่เพิ่มมากขึ้น กระทั่งวันวิษาข์อยากเอาชนะผู้บังเกิดเกล้าด้วยการแย่งทุกอย่างของแม่ ไม่เว้นแม้แต่พ่อเลี้ยง ถึงอย่างไร การต่อสู้กันระหว่างปมอิจฉาแม่กับความผิดบาปด้านสังคม ยังคงสับสนอยู่ใต้พื้นผิวจิตสำนึกของวันวิษาข์ และบัดนี้เส้นตายที่เธอให้ไว้กับพ่อเลี้ยงใกล้เข้ามาทุกที ฝนยังโปรยปรายไม่มีทีท่าว่าจะขาดเม็ด วันวิษาข์ยกมือปิดปากหาวพร้อมขยับลุกจากเก้าอี้ ตั้งใจหลับพักผ่อนไว้พรุ่งนี้ค่อยตื่นแต่เช้า ก่อนมือเอื้อมปิดสวิทซ์ไฟ โทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียงเตือนว่ามีสายเรียกเข้า “ถึงบ้านคุณอาแล้วหรือแม่ อาการ

ท่านเป็นอย่างไรบ้างค่ะ” วันวิษาข์รับสาย เมื่อหน้าจอแสดงชื่อแม่ของเธอ แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา เธอมองหน้าจอเห็นสายยังไม่หลุด ยิ่งไปกว่านั้นวันวิษาข์ได้ยินเสียงฝนตกดังมาตามสาย “แม่คะ ได้ยินไหมคะ” วันวิษาข์พูดย้ำ แต่ก็มีเพียงความเงียบตอบกลับมา แล้วอยู่ๆเครื่องดับพรึบเหมือนแบตเตอรี่หมดกะทันหัน วันวิษาข์ยิ่งประหลาดใจอีกทวีคูณ เมื่อนึกได้ว่าอันดับแรกเธอปิดมือถือก่อนทุกครั้ง หากอ่านหนังสือหรือทำการบ้าน นับเป็นกฎข้อหนึ่งที่เธอปฏิบัติอย่างเคร่งครัด วันวิษาข์นึกสังหรณ์อะไรบางอย่าง จึงคิดจะเปิดเครื่องเพื่อต่อสายถึงแม่ แต่ได้ยินเสียงรถคันหนึ่งวิ่งเข้ามาในบ้าน วันวิษาข์เปิดประตูห้องนอนลงบันไดไปชั้นล่าง กะจะถามดูอาการป่วยของญาติพ่อเลี้ยง แต่เธอเห็นเพียงพ่อต่างสายเลือดยืนอยู่เพียงลำพังด้วยเสื้อผ้าเปียกโชก “แม่ละคะ ป๋า” วันวิษาข์ถาม “แม่ค้างที่บ้านอา คืนนี้คงไม่กลับ คือว่าอาอยู่ในช่วงดูใจ” วันวิษาข์สังหรณ์ใจบางอย่าง จึงหันหลังเดินขึ้นบันได “เดี๋ยวก่อนหนู เอาผ้าเช็ดตัวให้ป๋าหน่อย” วันวิษาข์ชะงักเท้า เดินไปเอาผ้าเช็ดตัวแขวนอยู่ที่ราวด้านหนึ่ง พอเดินกลับมาก็เห็นพ่อเลี้ยงเหลือแต่กางเกงในตัวเดียว สาวมัธยมปลายเบือนหน้าหนี ขณะยืนผ้าเช็ดตัวให้พ่อเลี้ยง “ยังไม่นอนอีกหรือ” พ่อเลี้ยงชวนคุย ขณะรับผ้าขนหนูพันท่อนล่าง “หนูอ่านหนังสืออยู่ค่ะ” “ป๋าช่วยติวให้ไหม” “พอดีหนูง่วง กะจะนอนอยู่แล้วค่ะ” “เอาน่า ดูต่ออีกนิดหน่อยแล้วค่อยนอน” “เมื่อกี้แม่โทร.มา แต่

สายหลุดก่อน หนูกำลังจะต่อสายถึงท่านอยู่พอดี” “ว่าไงนะ เมื่อกี้นี่หรือ” พ่อเลี้ยงย้อนถาม น้ำเสียงตื่นกลัว “ใช่ค่ะ ช่วงที่ป๋าเลี้ยวรถเข้าบ้าน” “อย่าโกหกป๋าเลย” “ป๋ารู้ได้ไงว่าหนูโกหก” น้ำเสียงวันวิษาข์แข็งขึ้น “ก็แม่ของหนูจะไม่มีโอกาสหยิบโทรศัพท์อีกแล้วนะสิ” “คุณทำอะไรกับแม่ของฉัน” วันวิษาข์เปลี่ยนสรรพนาม ในใจเริ่มฉุกระแวง “ก็ทำให้เขาพ้นทางของเราสองคนนะสิ” “งั้นก็แสดงว่า…” “ใช่แล้ว ป๋ากุเรื่องทั้งหมด วางแผนอย่างแนบเนียน รับรองไม่มีใครรู้แน่นอน ต่อไปเราจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข” “มึงฆ่าแม่กู ยังจะมาเอากูเป็นเมียอีก กูจะโทร.แจ้งตำรวจ” “ฟังป๋าก่อนสิหนู” พ่อเลี้ยงคว้ามือลูกต่างสายเลือด “ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ไอ้ฆาตกร” วันวิษาข์สลัดข้อมือ แต่ไม่หลุด “ป๋าจะปล่อยแต่ขอป๋ากอดจูบให้ชื่นใจหน่อยนะ” พร้อมคำพูดชายวัย 40 ปี ดึงร่างสาวมัธยมปลายเข้ามากอด “ปล่อยเดี๋ยวนี้ ไอ้ใจสัตว์” วันวิษาข์ดิ้นสุดแรงเกิด “อย่าสะดีดสะดิ้งให้มันมากนักเลย

น่า กูรู้มึงอยากซะจนน้ำลายหก” “ไม่ ไปให้พ้น” “อีเหึ้ย พูดดีไม่ชอบ มึงอยากให้กูใช้กำลังใช่ไหม” บึก! “โอ๊ย!” วันวิษาข์เปล่งเสียงได้คำเดียว หลังโดนหมัดตุ๊ยแถวลิ้นปี่ จากนั้นร่างเธอก็กองลงที่พื้น เรี่ยวแรงทั้งหมดสลายไปจากร่าง ไม่สามารถแม้แต่จะลืมตา รับรู้ได้เพียงว่าเสื้อผ้าของตนกำลังถูกถอด “แม่จ๋า ช่วยหนูด้วย” วันวิษาข์นึก มีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้ยิน ก่อนเส้นประสาทสุดท้ายของสาววัย 18 ปีจะขาดผึง วันวิษาข์ฝืนเปลือกตาลืมขึ้น

ช้าๆ แต่ก็กระพริบปิดอย่างรวดเร็วเมื่อโดนแสงแยงจนเจ็บแสบ เธอพยายามหลายครั้งจนเอาชนะได้ในที่สุด สาววัย 18 ปียังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้ สักครู่ความรู้เจ็บระบมก็วิ่งพล่านไปทั้งตัว แล้วเหตุการณ์เมื่อคืนก็ถาโถมสู่หัวคิด วันวิษาข์พยายามขยับร่าง แต่รู้สึกเหมือนถูกแผ่นเหล็กทับ รับรู้ได้เพียงว่าเธอกำลังนอนอยู่บนเตียงที่ไม่คุ้นเคย เช่นเดียวกับสภาพแวดล้อมในห้องนี้ “รู้สึกตัวแล้วหรือคะ คุณษาข์” เสียงดังจากข้างเตียงด้านหนึ่ง “อย่าเพิ่งขยับตัวนะคะ เดี๋ยวป้าจะออกไปเรียกพยาบาล” เวลาผ่านไปกว่าสามสิบนาที กระทั่งหมอที่เข้ามาตรวจอาการดินออกจากห้อง บัดนี้เหลือเพียงวันวิษาข์กับป้าคนใช้สองต่อสอง แกเล่าเรื่องทั้งหมดให้ลูกสาวเจ้านาย

ฟังว่า แกได้รับโทรศัพท์จากคุณผู้หญิงให้ไปช่วยวันวิษาข์ที่กำลังตกอยู่ในอันตราย แล้วสายก็ตัดไป แกพยายามติดต่อกลับถึงคุณผู้หญิง แต่โทร.ไม่ติด แม้จะโทร.เข้าเบอร์บ้านก็ไม่ได้ รู้ภายหลังว่าพ่อเลี้ยงโฉดตัดสายก่อนหน้านั้น ก่อนจะลวงคุณผู้หญิงออกจากบ้านไปฆ่าที่ถนนเปลี่ยวแห่งหนึ่ง พอดีแกคุ้นเคยกับยามคนหนึ่งที่ประจำการอยู่ในหมู่บ้าน เพราะเป็นคนอีสานพลัดถิ่นเหมือนกัน โชคดียามคนนั้นเข้าเวรกลางคืน จึงรับปากจะไป

สอบถามดูตามอำนาจหน้าที่ พอยามเข้าไปในตัวบ้าน เห็นพ่อเลี้ยงชาติชั่วตาเหลือก ลำคอเขียวช้ำนอนอยู่ข้างวันวิษาข์ แล้วยามผู้เป็นผลเมืองดีก็จัดการนำเธอส่งโรงพยาบาล โดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านอีกทอดหนึ่ง โชคดีวันวิษาข์ปลอดภัย แต่เคราะห์ร้ายที่ต้องสูญเสียแม่อย่างไม่มีวันกลับ…

Continue Reading
นูเระ

นูเระ ออนนะ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

นูเระ

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน นูเระ ออนนะ

นูเระ ออนนะ 

เกิดจากพลังวิญญาณแค้นของหญิงสาวที่จมน้ำตาย มีรูปร่างเป็นผู้หญิงแต่มีหางเป็นงู ชอบอยู่ตามทะเลสาบหรือทะเลที่เงียบสงบ หากใครที่เผลอลงไปเล่นน้ำคนเดียว จะถูก ปีศาจงู ตนนี้ลากลงไปในน้ำจนจมน้ำตาย หรือบางทีเธอมักจะพาลูกน้อยไปด้วยเพื่อล่อเหยื่อให้เข้ามาหา แต่ปกติแล้วเธอเป็นปีศาจที่รักสงบจะทำร้ายมนุษย์หากโดนรบกวนก่อนเท่านั้น…

Continue Reading
ผีพราย

ผีพราย พระราชวังดุสิต เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ผีพราย

ผีพราย พระราชวังดุสิต

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ผีพราย สิ้งลี้ลับ พระราชวังดุสิต

เรื่องลี้ลับที่อธิบายไม่ได้ มีเรื่องเล่าให้ได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในสมัยโบราณซึ่งเชื่อถือกันมาก แม้แต่ เรื่องราวลี้ลับ ที่อยู่ในพระราชวัง ก็ยังไม่วายมีเรื่องสืบทอดกันต่อมาต่าง ๆ นานา เช่นเดียวกับเรื่องนี้

มีเรื่อง “ผี” อยู่เรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นภายในรั้ววังสมัยรัชกาลที่ 5 ครั้งที่พระองค์ท่านย้ายวังมาประทับที่พระราชวังดุสิต ในรัชสมัยของพระองค์ท่านพระราชวังสวนดุสิต สร้างเสร็จใหม่ ๆ ว่ากันว่าสวยงามราวเมืองสวรรค์ ภายในรอบบริเวณพระราชวังอบอวลไปด้วยหมู่ไม้ดอก ไม่ผล ร่มครึ้ม ทั่วบริเวณวัง
ผลไม้ในพระราชวังแห่งนี้ออกดอก ออกผลลูกเล็กลูกใหญ่ ห้อยระย้าเต็มต้น มีทั้งฝรั่ง ทับทิม มะม่วง กระท้อน ฯลฯ เมื่อผลไม้มีมากมายเช่นนี้ก็ย่อมเป็นที่ต้องการของชาววังมือดีทั้งหลาย ทั้ง ๆ ที่เป็นของที่อยู่ในเขตพระราชฐาน ผลไม้หลาย ๆต้นยังถูกสอยเอาไปรับประทานเป็นจำนวนไม่น้อยและเป็นประจำจนผิด สังเกต มิหนำซ้ำผลไม้หลาย ๆ ลูกยังพบร่องรอยของฟันแทะไว้เป็นหลักฐานอีกด้วย

ครั้งหนึ่ง เรื่องขโมยผลไม้ในวังกลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขนาด รัชกาลที่ 5 ต้องเสด็จมาทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง และตรัสว่าไม่น่าจะใช่รอยฟันของกระรอก กระแต น่าจะเป็นรอยฟันของคนมากัดแทะเสียมากกว่า เห็นจะต้องหาตัวหัวขโมยมาลงโทษให้ได้ จึงมีการตั้งรางวัล ในการจับขโมย เป็นเงินถึง 2 ตำลึง ซึ่งเป็นเงินที่ค่อนข้างสูงในสมัยนั้น
ตกกลางคืน บรรดาข้าหลวงนางกำนัลและมหาดเล็กก็ไม่ต้องหลับต้องนอนกัน เพราะต้องคอยมาดักซุ่มจับขโมยหวังเงินรางวัล และการมาซุ่มจับก็จะมาอยู่กันเป็นกลุ่มๆ หลายคืนผ่านไปก็ยังไม่มีใครท้อ เพราะต่างก็อยากจะรู้ว่าใครกันคือหัวขโมยใจกล้าผู้นั้น
แต่ในยามดึก ๆ เช่นนั้นทั่วทั้งวังก็เงียบเย็น และวังเวง ทำให้พวกที่มาดักจับขโมยรู้สึกหวาด ๆ อยู่เหมือนกันเพราะที่วังแห่งนี้ร่ำลือกันมานานแล้วว่ามักจะมีผีเด็กไว้ผมจุกออกมาวิ่งเล่นตอนดึกอยู่บ่อยๆ ใครดวงดีก็จะได้เห็น!

การดักจับขโมยยังคงดำเนินอยู่ ทุกคืน บางคืนก็เจอเรื่องให้ขำเมื่อต่างฝ่ายต่างมีหลายกลุ่ม หลายตำหนัก ลงมาซุ่มจับขโมยแล้วมีการสงสัยจับกันเองระหว่างพวกที่มาซุ่มจับ จนเกิดอลเวงไปทั้งวัง เพราะที่แท้แล้วไม่ใช่กลายเป็นพวกเดียวกัน และขนาดช่วยกันดักจับอยู่ทุกคืน ยังน่าประหลาดที่ผลไม้ก็ยังหายอยู่เช่นเดิม แถมบางลูกห่อกระดาษไว้อย่างดีก็ยังถูกเด็ดไปจนได้

กระทั่งคืนหนึ่ง เล่ากันว่าเป็นคืนเดือนมืด ทั่วทั้งพระราชวังเงียบสงัด แต่พวกชาววังก็ยังซุ่มล่าหัวขโมยอยู่เช่นเดิม ชาววังกลุ่มหนึ่งมาแอบซุ่มอยู่ใกล้ต้นฝรั่งซึ่งกำลังออกผลเต็มต้น ใกล้จะสุกเก็บกินได้แล้ว และต้นนี้เองเป็นต้นเดียวกับที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เคยทอดพระเนตรพบรอยแทะทิ้งไว้
คืนนั้นพอดึกสงัดก็ปรากฏมีเสียงประหลาด พร้อมมีเงาดำๆวิ่งผ่านไปทางต้นฝรั่ง ทำให้ชาววังผู้ล่าหัวขโมยใจเต้นระทึก คาดว่าจะต้องเป็นหัวขโมยที่หวังจะจับแน่แล้ว จึงพากันแอบซุ่มมอง ทันใดก็เห็นเจ้าของร่างนั้นปีนขึ้นไปบนต้นฝรั่งนั่งกัดฝรั่งเคี้ยวกิน อย่างกระหายหิว พวกล่าจับหัวขโมยพากันดีใจกรูเข้าไปล้อมรอบโคนต้นฝรั่ง หวังจะดูหน้าหัวขโมยให้ชัดๆซะที ต่างจึงพากันร้องเรียกขู่ให้หัวขมายลงมาจากต้นฝรั่ง เจ้านั่นก็ยังไม่ยอมลงมา ร้องเรียกอยู่นานจนในที่สุดเงาดำบนต้นก็กระโดดตูมลงมา ข้าหลวงชายพากันตะครุบจับแต่ก็จับไม่ได้เพราะตัวลื่นเป็นเมือกแถมยังว่องไว ปราดเปรียว ผิดปกติมนุษย์ธรรมดา

ฉับพลันทันใดก่อนที่ใครจะคาดคิดเจ้าหัวขโมยรายนี้ก็กระโจนพรวดเดียวลงไปในสระ อโนดาตภายในพระราชวัง แล้วจมหายไม่ขึ้นมาอีกเลย งานนี้ทุกคนเลยชวดเงินรางวัล เพราะไม่มีใครสามารถจับขโมยที่ไวดุจปรอทคนนี้ได้เลย นอกจากจะจับไม่ได้แล้ว แม้แต่หน้าก็ยังไม่มีใครได้เห็น มีสิ่งเดียวที่ทุกคนสัมผัสได้คือ กลิ่นตัวที่สาปรุนแรง คล้ายกลิ่นคนตาย ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่หัวขโมยโดดหายลงไปในน้ำแล้ว ทุกคนจึงได้สติว่า ถูก “ผีหลอก” แล้วพากันวิ่งหนีร้องเสียงดังลั่นขวัญกระเจิง

เป็นอันว่านอกจาก “ผีเด็กหัวจุก” จะเฮี้ยนแล้ว ภายในพระราชวังแห่งนี้ยังมีเรื่องเกี่ยวกับผีพราย ให้โจษจันด้วยอีกเรื่องหนึ่ง

อ่านจบแล้วมีอันต้องขนลุกซู่กันเลยทีเดียว เพราะพระราชวังดุสิตในปัจจุบันก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ (ใกล้กับสวนสัตว์เขาดิน) และก็ยังไม่มีใครกล้ายืนยันว่า ช่วงกลางดึก ที่พระราชวังดุสิตนั้น ยังมีของกินหายไปอยู่เช่นเดิมหรือไม่……

Continue Reading
ศพไม่อยู่ในหลุม

ศพไม่อยู่ในหลุม เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ศพไม่อยู่ในหลุม

ศพไม่อยู่ในหลุม 

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ศพไม่อยู่ในหลุม 

เสียงเหนื่อยหอบ ของชาลีกับเอมอรได้ยินกันอยู่ 2 คน “พี่ชาลีเราเปลี่ยนใจยังทันนะ ฉันไม่อยากฆ่าคน” “พูดตอนนี้ก็สายไปแล้ว ถ้าไอ้มั่นไม่ตายพวกเรามีหวังติดคุกหัวโตแน่” เอมอรมองโลงศพในหลุมด้วยความสงสารจับใจ ในนั้นมีนายมั่นสามีของเธอซึ่งยังมีชีวิตอยู่! เธอกับนายมั่นไม่มีลูกเพราะนายมั่นเป็นหมัน แต่พอ ลอบเล่นชู้ กับชาลีเพื่อนของนายมั่นก็เลยท้องขึ้นมา ชาลีจึงทำร้ายนายมั่นบาดเจ็บสาหัสแล้วเอามาใส่โลงฝังทั้งเป็น หลังนายมั่นตาย เอมอรจะได้เป็นเจ้าของเรือกสวนไร่นาทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

กึกๆๆๆ “อร อย่าฆ่าพี่ ปล่อยพี่ไปเถอะ” เสียงทุบจากในโลงดังขึ้นจนสะดุ้ง “ไอ้ชาลีมึงอยากได้เงินทองอะไรมึงบอกกู กูยังไม่อยากตาย” ชาลีกับเอมอรจ้องหน้ากัน “ถ้าอรไม่อยากฝังมันต่อเดี๋ยวพี่ทำคนเดียวก็ได้” ฝ่ายหญิงหนีไปร้องไห้ ส่วนฝ่ายชายตั้งหน้าตั้งตาเทดินลงหลุมลึก “ไอ้ชาลี หลังกูตายกูจะกลายเป็นผีมาหักคอพวกมึงหญิงโฉดชายชั่ว!” “ไอ้มั่น มึงลืมแล้วเหรอว่ากูเรียนวิชาอาคมมา กูจะสะกดวิญญาณมึงไว้ที่นี่ตลอดไปโว้ย!” “ไม่!!!” เสียงกรีดร้องดังจากในโลง

20 ปีต่อมา “พี่เชน ไม่ไปท้ายสวนเป็นเพื่อนเอยเหรอ?” “ไม่ไปอะขี้เกียจ พิธีกรรมบ้าอะไรไร้สาระฉิบหาย” เอยน้องสาวอายุ 15 ปีส่ายหัวให้กับเชน พี่ชายอายุ 20 ปี “พี่จำไม่ได้เหรอพ่อสั่งว่าคืนวันที่ 7 มิถุนายนของทุกปี เราต้องไปท้ายสวน ขุดดินไปจนถึงฝาโลงศพแล้วก็สวดคาถาหยดน้ำตาเทียนไว้สะกดวิญญาณผีตายโหงที่เคยเป็นเจ้าของสวนเก่าที่นี่” “จำได้สิ แต่ถ้าผีในหลุมนั่นมีจริงมันคงลุกขึ้นมาแหกอกพวกเรา 4 คนพ่อแม่ลูกตั้งนานแล้ว จริงไหม” เชนก็คือลูกชู้ในท้องของเอมอร หลังจากนั้น 5 ปี จึงได้มีเอยลูกสาวเกิดตามมา

หลังนายมั่นถูกฝังทั้งเป็นตายไปได้ 5 ปี เอมอรก็ไปร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่านายมั่นเป็นคนสาบสูญ โดยอ้างว่านายมั่นหายตัวไปจากบ้านไม่กลับมาอีกเลย เธอจึงครอบครองที่ดินและสมบัติทุกอย่างอยู่กับชาลีอย่างมีความสุข แม้ชาวบ้านละแวกเดียวกันจะเอะใจแต่ก็ไม่มีใครอยากสอดมายุ่ง วันนี้ชาลีกับเอมอรต้องไปช่วยงานศพของญาติผู้ใหญ่ที่เคารพกัน จึงสั่งให้ลูกๆไปทำหน้าที่สะกดวิญญาณแทน แต่ในเมื่อพี่ชายมัวแต่ขี้เกียจ เอยจึงจำใจต้องเดินดุ่มๆผ่านสวนผลไม้เพื่อไปท้ายสวนเพียงลำพัง

หลายชั่วโมงผ่านไปจนมืด “ไอ้เชน ทำไมปล่อยน้องไปทำพิธีคนเดียว ถ้าน้องเป็นอะไรขึ้นมาพ่อเฆี่ยนมึงหลังลายแน่” “ขอโทษครับพ่อ ผมผิดไปแล้ว” “อย่าเพิ่งดุลูกเลยพี่ เราถือโคมไฟไปตามหาเอยกันดีกว่า” แม่จะลุกไปเตรียมของ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงเหยียบใบไม้กรอบแกรบชวนให้หัวใจหยุดเต้น เอยเดินออกมาจากความมืดด้วยใบหน้าตกใจกึ่งอิดโรย “โธ่ พ่อก็นึกว่าลูกเป็นอันตราย” ชาลีจะเข้าไปปลอบลูกสาวสุดดวงใจ แต่แล้วเอยกลับพูดอย่างตื่นตระหนก “พ่อคะ ตรงท้ายสวนฝาโลงมันเปิดออกเอง ศพ.. ศพไม่อยู่ในหลุม!”

“เป็นไปได้ยังไง…” ชาลีดูจากร่องรอยดินที่ถูกขุดยังดูใหม่ๆ “พี่ชาลี เป็นไปได้ไหมจ๊ะที่ผีจะลุกออกจากหลุมเอง” “พูดบ้าๆ พี่ทำพิธีสะกดวิญญาณมันทุกปี” “ฉันมีเรื่องจะสารภาพ 15 ปีก่อนฉันแอบถอนมนต์สะกดให้พี่มั่นไปเกิดใหม่แล้ว” เพี๊ยะ! “มึงมันโง่!” ชาลีตบหน้าเมียคว่ำลงไปนอนกับพื้น ลูกชายลูกสาวไม่เคยเห็นพ่อเกรี้ยวกราดเช่นนี้ “วิญญาณยิ่งแค้น พลังมันก็ยิ่งมาก” “แต่นี่ผ่านมา 15 ปีแล้ว ผีพี่มั่นก็ไม่เคยมาหลอกพวกเราเลยนะจ๊ะ” “อีห่านี่ยังจะเถียงกูอีก!” ชาลีเงื้อมือจะตบเมียอีกรอบ แต่พอเห็นลูกๆมองด้วยสายตาตระหนกก็บรรเทาโทสะลง “เอาล่ะ พวกเราแยกกัน 2 กลุ่ม ไปตามหาโครงกระดูกแล้วรีบเอามาทำลายกัน”

“แม่ครับ ทำไมพ่อต้องให้เราทำลายโครงกระดูกในหลุมนั่นด้วย?” เชนถามเอมอรขณะที่อยู่ท้ายสวนกัน 2 คน “แม่ตกลงกับเขาไว้แล้ว อีกไม่นานทุกอย่างจะจบลง” “ยังไงนะครับแม่?” แม่ลูบหัวลูกชาย “ลูกรู้ไหม เวลาทำผิดร้ายแรงคนเราจะมีอยู่ 2 ประเภท หนึ่ง ทำทุกอย่างเพื่อปกปิดความผิดนั้น หรือ สอง ทำทุกอย่างเพื่อชดเชยบาป” สองแม่ลูกหยุดนิ่ง แสงจันทร์ส่องชัดเจน เชนมองหน้าแม่เหมือนคนที่ตัวเองไม่เคยรู้จักมาก่อน พ่อกับแม่ในคืนนี้ราวกับคนแปลกหน้า “แล้วพ่อเป็นคนแบบไหน? แม่เป็นคนแบบไหนเหรอครับ?”

“พ่อคะ ทำไมเราต้องกำจัดซากศพในหลุมด้วยล่ะคะ?” เอยถามพ่อด้วยสายตาสงสัยระคนกังวล ทั้งคู่เดินหาในอีกเส้นทาง “หนูไม่จำเป็นต้องรู้ หลังทำลายซากศพแล้วเราจะลืมเรื่องคืนนี้ไปให้หมด” “ในหลุมนั่นเป็นศพใครกันแน่?” “อย่าถามมากน่า!” ชาลีเผลอตะคอกลูกสาวสุดรักก่อนลดเสียงลง “เชื่อพ่อ ความลับบางอย่างก็เหมาะจะเป็นความลับตลอดไป!” ชายสูงวัยก้าวไปข้างหน้า พลันก็ร้องเสียงดัง “โอ๊ย!”

“เสียงพ่อนี่!” เชนสะดุ้งรีบหันหลังกลับ “พ่อตกอยู่ในอันตราย รีบไปช่วยพ่อกับน้องเถอะครับแม่!” เอมอรจับมือลูกชายไว้แน่น สายตาแข็งกร้าว แว่วเสียงหมาหอนโหยหวนมาจากไกลๆ เวลานี้มือของแม่เต็มไปด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลราวกับถูกปีศาจสิงจนเชนไม่สามารถสะบัดหลุดได้ แม่ส่ายหัว “แม่จะทำทุกอย่างเพื่อชดเชยบาป วงล้อกรรมเวียนมาถึงแล้ว เรารออยู่ที่นี่จนกว่าทุกอย่างจะจบนะจ๊ะลูก!!!”

“ไอ้เลว ใครมาวางกับดักสัตว์ไว้ตรงนี้วะ!” ชาลีสบถอีกหลายคำพร้อมความเจ็บปวดที่เกินบรรยาย เหล็กรูปทรงโค้งพร้อมหนามแหลมตะปบแทงข้อเท้าฝังลึก เลือดสดๆไหลออกมาไม่หยุด เขาทรุดลงนั่ง “เอย รีบไปตามแม่กับพี่มาช่วยพ่อเร็ว…” พลั่ก! พูดไม่ทันจบคำดี เอยก็เตะเสยเข้าไปที่ปลายคาง ก่อนจะถีบพ่อกลิ้งลงไปในหลุมที่ขุดรอไว้นานแล้วแต่มีหญ้าอำพราง “เอยทำพ่อทำไม?” “กูไม่ใช่ลูกมึง กูคือไอ้มั่นที่มึงฝังทั้งเป็นชาติที่แล้วยังไงล่ะ!”

เอยเด็กสาวอ้อนแอ้นน่ารักหยิบมีดที่ซ่อนไว้หลังต้นไม้ออกมา ก่อนระดมแทงชาลีศัตรูในชาติก่อนไม่ยั้งมือ เลือดทะลักออกมาจากทั่วร่างเขา แล้วเธอจึงขึ้นมาจากหลุม ชาลีพยายามร้องแต่ไม่มีเสียง “เมื่อ 15 ปีก่อนเอมอรมันเสียใจที่ร่วมมือกับมึงฆ่ากู มันเลยแอบมาปล่อยวิญญาณกู เอาโครงกระดูกกูไปทำพิธีทางศาสนา แต่ที่กูไม่รีบแก้แค้นมึงเพราะกูอยากมาเกิดเป็นลูกสาวมึง มึงจะได้ถูกคนที่มึงรักที่สุดในชีวิตฆ่ายังไงล่ะ” เอยตักดินแล้วถมลงไปในหลุมอย่างบ้าคลั่ง “อย่างมึงสมควรตายอย่างไม่มีหลุมศพ แต่ไม่ต้องห่วง กูจะทำพิธีสะกดวิญญาณมึงทุกปีด้วยมือของกูเอง ฮ่าๆๆๆ”

เชนยืนร้องไห้เมื่อแม่เล่าทุกอย่างให้ฟัง “ทำไมแม่ถึงร่วมมือกับนายมั่น?” “เพราะเขาสัญญาว่าหลังฆ่าพ่อ เขาจะไว้ชีวิตแม่กับลูกยังไงล่ะ ตั้งแต่เริ่มรู้ความ เอยก็ระลึกชาติได้ว่าตัวเองเป็นใคร แม่เลยจำใจต้องวางแผนไว้อย่างนี้ ต่อไปนี้เราแม่ลูกจะได้มีชีวิตอย่างสงบสุขเสียที”

ผ่านไป 2 ชั่วโมง เอยก็เดินมาหาเชนกับเอมอรด้วยร่างโชกเลือด “กูฝังร่างไอ้ชาลีกับทำพิธีสะกดวิญญาณมันแล้ว ตามข้อตกลงนะน้องเอมอร เราจะอยู่กัน 3 คนแม่ลูก ทำเหมือนคืนนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น” เอยเดินถือโคมไฟเข้ามาหา 2 แม่ลูก แต่มือด้านหลังยังซ่อนมีดเอาไว้ ไอ้มั่นโกหกที่ว่าจะฆ่าแค่ชาลี ก็ทำไมมันต้องเหลือเมียทรยศกับลูกชู้เอาไว้ล่ะ พลันนั้นเองเอมอรก็ผลักเชนกระเด็นก่อนพุ่งเครื่องช็อตไฟฟ้าใส่เอย เอยล้มลงทันที โคมไฟหล่นลงพื้นเพียงวูบเดียวแล้วแสงก็ดับลง “ทำไมทำอย่างนี้เอมอร?” “ฉันรู้แต่แรกแล้วว่าพี่ไว้ใจไม่ได้ ฉันเลยกะจะเก็บพี่ตั้งแต่แรกแล้ว” แม่หยิบมีดที่พื้นแล้วจ้วงแทงลูกสาวอย่างไร้ปรานี เวลานี้ไอ้มั่นรู้แล้วว่าคนที่น่ากลัวที่สุดคือใคร ในเวลาที่สายเกินไป!!!

“ทำไมแม่ถึงทำแบบนี้…” เชนทรุดนั่งหลังพิงต้นไม้น้ำตาไหลพราก ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเกินความรู้สึกของเขาจะรับไหว “ไหนแม่ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อชดเชยความผิดไง” เอมอรเดินไปลากจอบมา “บางครั้งคนเราก็ไม่มีทางเลือก ช่วยแม่ขุดหลุมหน่อย เราจะฝังศพน้องไว้ตรงนี้พร้อมพิธีสะกดวิญญาณ ต่อไปทุกปีเราต้องมาสะกดวิญญาณทั้ง 2 คนที่นี่” เมื่อเห็นลูกชายไม่ขยับแม่จึงพูดต่อ “แม่ยอมเป็นคนชั่วที่ปกปิดความผิดทุกอย่างเพื่อลูก แต่ถ้าลูกอยากให้แม่ติดคุก แม่ก็ยอม” เชนเดินไปที่ร่างไร้วิญญาณของคนที่เขาคิดว่าเป็นน้องสาวมาตลอด 15 ปี ก่อนจะลงมือขุดหลุมตามที่แม่สั่ง ทุกอย่างควรจะเสร็จสิ้นก่อนพระอาทิตย์ขึ้น.…

Continue Reading
บ่าช้าร้าง

บ่าช้าร้าง ประสบการณ์จริงเรื่องเล่า-เรื่องหลอน

บ่าช้าร้าง

บ่าช้าร้าง

บ่าช้าร้าง / บ้านดิฉันอยู่ในซอยเสนาฯ ถึงวังหินแล้วเลี้ยวขวาไปถึงก่อน แยกเสือใหญ่ พ่อแม่อยู่ที่นั่นมา 20 กว่าปีแล้ว เมื่อเด็กๆ เคยพาดิฉันกับพี่ชายไปเที่ยวแดนเนรมิตบ่อยๆ เพราะอยู่ใกล้บ้านมาก เด็กๆ มักชอบถ้ำผีสิงกันค่ะ ไม่เคยนึกเลยว่าจะมาเจอของจริงตอนโต

เมื่อเดือนก่อน พวกเพื่อนๆ ร่วมงานในมหาวิทยาลัยเอกชน ชวนไปเที่ยวพัทยาเพราะมีวันหยุดยาว พอดีกับพ่อแม่ก็ชวนไปเที่ยวภาคเหนือกับเพื่อนๆ แต่ดิฉันปฏิเสธหมด อยากพักผ่อนร่างกายและจิตใจอยู่กับบ้านมากกว่า

คืนแรกนั่นเอง ขณะนอนดูทีวีบนโซฟาสบายๆ ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดิฉันอยู่บ้านนี้มาแต่เกิดก็จริง แต่ยังไม่เคยนอนคนเดียวในบ้านสักคืน!

คืนนี้เป็นคืนแรกในชีวิต!!

จู่ๆ ไฟฟ้าก็ดับวูบลง มืดสนิท ดิฉันร้องอุทานอย่างลืมตัว นึกถึงฝนฟ้าที่ดังคะนองมาแต่ตอนเย็น แต่ไม่ทันเฉลียวใจ พยายามนึกถึงเทียนไขกับไม้ขีดที่คุณแม่เตรียมไว้ว่ามันอยู่ที่ลิ้นชักตู้เก็บของ หรือจะอยู่ข้างเครื่องเล่นดีวีดี ใต้โต๊ะวางทีวี?

ทันใดนั้น แสงไฟก็สว่างพรึ่บขึ้นตามเดิม! ถอนใจอย่างโล่งอก ตอนนั้นไม่กลัวอะไรเลยค่ะ ก็อยู่มานานเต็มที บ้านเรือนติดๆ กันทั้งนั้น ประตูรั้วก็แข็งแรง ประตูบ้านแน่นหนา หน้าต่างมีเหล็กดัดทุกบาน หัวขโมยอย่าหวังจะไขด้านนอกเข้าบ้านเราได้สะดวกๆ ถ้าเกิดไฟไหม้แต่คนสติดีๆ ก็สามารถเปิดออกไปได้

เสียงหน้าต่างกระแทกปังๆ เล่นเอาสะดุ้งเฮือก ครั้นหันมองก็เห็นเปิดกว้างเป็นปกติ แต่มีเสียงเดิมดังขึ้นอีก …คราวนี้แน่ใจแล้วว่าเสียงนั้นดังมาจากชั้นบนที่ไม่มีใครอยู่!

เอ๊ะ! ชักยังไง? เงยหน้าขึ้นมอง…แสงสว่างก็ยังมี แต่คราวนี้ทีวีดังลั่นจนเผ่นพรวดขึ้นนั่ง มองหารีโมตก็วางอยู่ใกล้ๆ เราอาจโดนปุ่มวอลุ่มโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้

กำลังจะเอนลงนอนให้สบายๆ ดูหนังจากเคเบิล… อ้าว? เสียงทีวีกลับเบาวูบลงเฉยๆ แทบไม่ได้ยิน…แต่นั่นกลับทำให้เสียงอย่างอื่นดังชัดเจนยิ่งขึ้นจนใจหายวาบ…นั่นคือเสียงประตูปิดเปิด ไม่ถึงกับรุนแรงนัก แต่ก็ดังมาเข้าหูชัดเจน

เสียงคนเดิน…เอาละซี!!

นอกจากเสียงลมครวญครางอยู่ภายนอกแล้ว สรรพสิ่งเงียบกริบจนน่าใจหาย รถราก็แทบจะไม่ดังแว่วมาเลย แต่เสียงคนเดินจนกระดานลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังอยู่ข้างบนแน่ๆ จนต้องแหงนหน้ามองตามไป…ทางโน้นทีทางนี้ที

นั่นที่ห้องพ่อแม่ นั่นห้องเราเอง! ตอนนี้ออกมาหน้าห้องแล้ว กระดานลั่นเอี๊ยดๆ ตรงมาทางบันได ราวกับจะลงมาหาเรา…

หัวใจเต้นโครมๆ ราวกับมีกลองรัว อ้าปากค้าง ตาเบิกโพลงจ้องมองที่บันได…แต่ก็ไม่มีเสียงบันไดลั่น นอกจากเสียงถอนใจยืดยาว…หรือว่าจะเป็นลมพัดเข้ามา แต่เราอุปาทาน หวาดกลัวไปเองเพราะเป็นคืนแรกที่นอนอยู่บ้านเพียงคนเดียว

แล้วบ้านนี้มีอะไรล่ะ? ตั้งแต่ปลูกมายังไม่มีใครตายซักคนนี่นา! หรือว่า…

ดิฉันขนลุกเกรียวทั้งตัวเมื่อนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ชาวบ้านลือกันว่า บริเวณนี้เคยเป็นป่าช้าเก่า…ป่าช้าแขกที่ผีดุมาก มีอาถรรพณ์น่าขนหัวลุกหลายๆ อย่างเช่น คนโดนผีหลอกจนจับไข้หัวโกร๋นมาแล้ว บางคนล้มเจ็บปางตายก็มี

ต่อมา บ้านเรือนหนาแน่นขึ้น ร้านค้าและรถเข็นแผงลอยผุดสะพรั่ง เรื่องผีจึงค่อยซาไป แต่น่าสังเกตว่าร้านขายอาหารขนาดใหญ่จะขาดทุนย่อยยับ เชื่อกันว่าปลูกทับกลางป่าช้าพอดี อย่างที่เราถือกันว่าห้ามปลูกเรือนคร่อมตอนั่นแหละค่ะ

ราวสิบปีก่อนมีร้านสุกี้ใหญ่โตมาตั้งที่นั่น ไม่นานก็ต้องปิดเพราะขาดลูกค้า เจ้าของเดิมให้เช่าทำร้านเนื้อย่างเกาหลี รายนี้อยู่ได้ปีเศษก็ยอมแพ้ ต้องเลิกกิจการไปจนได้

ทำไมที่บ้านดิฉันไม่เคยพบเหตุการณ์สยองขวัญต่างๆ มาก่อนเลยก็สุดรู้ค่ะ

ตอนที่นั่งอกสั่นขวัญแขวนอยู่คนเดียว ดิฉันแทบร้องไห้ นึกเจ็บใจตัวเองที่ไม่ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ หรือพ่อแม่จะได้ไม่ต้องมานั่งขวัญหนีดีฝ่อคนเดียวแบบนี้

ในที่สุด ตัดสินใจสวดมนต์ไหว้พระ ไม่กล้าขึ้นไปนอนชั้นบน โดยอาศัยหลบภัยอยู่ที่โซฟาหน้าทีวีนี่แหละ มีอะไรจวนตัวจะได้เผ่นออกจากบ้านทันทีเลย

รุ่งเช้าแข็งใจขึ้นไปสำรวจชั้นบนก็พบว่าทุกอย่างปกติ ไม่มีร่องรอยว่าจะมีโจรผู้ร้ายขึ้นบ้าน…แต่ดิฉันเก็บเสื้อผ้าใส่กุญแจบ้านและรั้ว รีบบึ่งไปอาศัยบ้านเพื่อนนอนก่อนพ่อแม่จะกลับบ้าน…ไม่อยากหัวใจวายตายค่ะ…

Continue Reading
เสียงตามสาย

เสียงตามสาย เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เสียงตามสาย

เสียงตามสาย เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เสียงตามสาย / ดิฉันยอมรับว่าเป็นคนกลัวผี เพราะเคยได้ยินเรื่องผีมาตั้งแต่เล็กจนโต ชีวิตจริงยังไม่เคยถูกผีหลอกจังๆ สักทีนะคะ อาจจะเคยถูกผีหลอนมาบ้างแต่ก็น่าขนหัวลุกพอๆกันน่ะแหละค่ะ

เมื่อราว 5-6 ปีก่อน ดิฉันไปเช่าห้องพักอยู่แถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิด้านหลังร้านอาหารพงหลี ย่านนั้นมีคนพลุกพล่านทั้งกลางวันและกลางคืน ในซอยก็มีแผงอาหารสองฝั่ง ส่วนมากดิฉันก็ฝากท้องตอนเลิกงานแถวนั้นเอง

เช่าห้องอยู่ชั้นสามคน เดียว เพราะใจชอบอิสระ มีเฟอร์นิเจอร์และแอร์พร้อม…โชคดีที่ได้ห้องริม มีหน้าต่างด้านข้างติดกับซอย ในห้องมีโทรศัพท์หัวเตียงที่ต่อจากโอปะเรเตอร์ชั้นล่าง แต่มักไม่ค่อยได้ใช้เพราะส่วนมากก็ใช้มือถืออยู่แล้ว

จู่ๆคืนหนึ่งก็ มี เสียงโทรศัพท์ จากหัวเตียงดังขึ้น ขณะที่ดิฉันเพิ่งขึ้นนอนได้ไม่นานนัก เอื้อมมือไปรับพลางนึกสงสัยว่าใครโทร.มา…ก็พอดีได้ยินเสียงหญิงสาวพูดจา อ่อนโยนน่าฟังดังขึ้นว่า…ขอสายต้อยค่ะ!

“กำลังพูดค่ะ” ดิฉันตอบโดยไม่ต้องคิด “ขอโทษ นั่นใครคะ?”

“เอื้อย เองจ้ะ แหม…คิดถึงจังเลย…” เอาละซี! คราวนี้ดิฉันงงมากเพราะไม่คุ้นกับชื่อเธอเลย เสียงก็ไม่เคยได้ยินนึกเท่าไหร่ก็ไม่ออก แต่นึกว่าอาจจะโทรผิดเบอร์ก็ได้ เลยบอกไปตามตรง เธอกลับย้อนถามชื่อจริง ดิฉันน่าจะถามเธอก่อนว่า “ต้อยไหนคะ? ชื่อจริงอะไร?” แต่เมื่อเผลอบอกไปเธอกลับหัวเราะเสียงใส ยืนยันว่าใช่แน่ๆ

ดิฉันชักระแวงขึ้นมาก็ถามชื่อจริงบ้าง เธอบอกว่าชื่อองค์อร เคยทำงานอยู่บริษัท…ดิฉันยิ่งแน่ใจว่าเธอต่อผิดแล้ว อธิบายให้ฟังเธอก็อึ้งไป ทวนเบอร์ให้ฟังก็ตรงกัน

สงสัยว่าจะสายพัน กัน หรือไม่ก็มีปัญหาเบอร์ซ้ำ เอื้อยก็วางหูไป ดิฉันนอนลืมตาโพลง…นึกสงสัยอะไรบางอย่าง แต่ยังนึกไม่ออกว่าสงสัยอะไร?

เสียง โทรศัพท์ดังรัวจนหวิดสะดุ้ง พอรับสายก็ได้ยินเสียงเดิมดังขึ้นอย่างรื่นเริง…ต้อยใช่มั้ย? เมื่อตะกี้ต่อผิด ชื่อเล่นชื่อจริงก็เหมือนกันด้วย! ดิฉันถอนใจเฮือก บอกเสียงเรียบๆ ว่าคราวนี้คุณก็ต่อผิดอีกแล้วค่ะ มาเข้าเบอร์ฉันอีกแล้ว

“ขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆ โธ่! เอื้อย เอ๊ย! ฉันจะทำยังไงเนี่ย ติดต่อต้อยไม่ได้เลย เรื่องสำคัญด้วย”

เธอ พูดเสียงเศร้าน่าเห็นใจ เลยปลอบว่าไม่เป็นไรหรอก ไหนๆก็ทำให้ต้อยคนนี้ตาสว่างแล้ว เอื้อยมีอะไรอยากเล่าก็เล่าเถอะ ถ้าไม่ใช่ความลับนะ นึกว่าเป็นเพื่อนกันแบบต้อยคนนั้นดีมั้ย?

เอื้อย ขอบอกขอบใจยกใหญ่…ในที่สุดเราก็คุยกันอย่างเพื่อน เอื้อยยังงั้น เอื้อยยังงี้…เธอช่างพูด คุยเก่ง บอกว่าตอนนี้กำลังเหงาเหลือเกิน ถึงได้โทร.หาเพื่อน ใครๆก็ไม่ว่างทั้งนั้น อยากระบายเรื่องแฟนที่ยังโกรธกัน ไม่ยอมคืนดีกันเสียที

“เอื้อยผิดเองจ้ะ หึงเขาผิดๆ ใครจะนึกว่าเขาควงน้องสาวเที่ยวล่ะ? เราก็นึกว่าแฟนใหม่…นอกใจเราน่ะซี! เลยว่าเขาไปแรงๆ จนเขาโกรธใหญ่ พอรู้ความจริง โทร.ไปขอโทษก็ไม่ยอมรับ ไปหาที่บริษัทก็หลบหน้า บางทีก็หนีขึ้นรถเลย วันก่อนโทรไปเขากลับบอกว่าเลิกกันดีกว่า ผมไม่ชอบผู้หญิงขี้หึงไร้เหตุผล แล้วอ้างว่าหึงเพราะรัก”

เอื้อยเล่าไปสะอื้นไปจนดิฉันเวทนา แกล้งบอกว่าตัวเองต้องเลิกกับแฟนมาสอง-สามคนแล้ว ผู้ชายดีๆ เยอะแยะไป เมื่อเขาไม่ต้องการเราแล้วจะไปง้องอนจนเสียศักดิ์ศรีทำไม? ตัดใจดีกว่า เสียงหวานๆคงอ้อนเก่ง ตัวจริงคงสวยน่าดู จริงมั้ย?

ดิฉันพูดจนเอื้อยหัวเราะออกมาได้ ขอบอกขอบใจสุดๆ ก่อนจะวางหู…ดูนาฬิกาเกือบสองยาม เราคุยกันมาตั้งแต่สี่ทุ่มเศษแน่ะค่ะ

วัน รุ่งขึ้นดิฉันมัวยุ่งอยู่กับงานจนลืมเรื่องเอื้อยไปสนิท จนตกค่ำแวะทานข้าวแล้วเข้าห้องอาบน้ำมาเปิดทีวีดู เหลือบมองโทรศัพท์…ฉุกคิดว่าเมื่อคืนตัวเองสงสัยเรื่องอะไรกันนะ? พอดีมันดังกริ๊งขึ้นทันใด

“หวัดดีจ้ะต้อย คราวนี้ไม่ได้โทร.ผิดอีกแล้วนะ จงใจโทร.หาเธอจริงๆ”

พริบตานั้นเองที่ดิฉันนึกออกว่าตัวเองสงสัยเรื่องอะไร?

เครื่อง นี้ไม่ใช่สายตรง แต่คนโทร.มาหาต้องระบุหมายเลขห้อง โอปะเรเตอร์ถึงจะต่อให้ถูกต้อง แสดงว่าเอื้อยต้องบอกเลขห้องดิฉันตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว! เธอรู้ได้ไง?

ไม่ ต้องเล่นละครให้เสียเวลา ดิฉันถามไปตรงๆ เลยว่าเธอเจาะจงโทร.มาเบอร์นี้ ห้องนี้ รู้ชื่อดิฉันด้วย หมายความว่ายังไงกัน? เธอเป็นใคร? ต้องการอะไรแน่?

มีเสียงสะอื้นเบาๆ ฟังดูโศกเศร้าน่าใจหาย ก่อนจะพูดเสียงปนสะอื้น

“ต้อย จ๋า ยกโทษให้เอื้อยด้วย อย่าโกรธเอื้อยเลยนะ…เอื้อยมีเพื่อนชื่อต้อยอยู่ห้องนี้จริงๆ เอื้อยโทร.มาคุยกับต้อยบ่อยๆ เกือบทุกคืนเลย แต่พอเกิดเรื่องต้อยก็ย้ายหนีไปเลย…เอื้อยเหงา ต้อยจ๋า เอื้อยเหงาเหลือเกิน…โทร.ไปหาใครก็ไม่ยอมรับ จนเอื้อยต้องโทร.มาที่นี่อีกครั้ง…ต้อยไม่เคยตาย ต้อยไม่รู้หรอกว่าโลกหน้าทั้งเหงาทั้งน่ากลัวแค่ไหน…”

เสียงสะอื้น ไห้ค่อยๆ จางหายไป…ดิฉันวางหู เผ่นออกจากห้องไปขออาศัยเพื่อนที่อยู่แถวรางน้ำค้างคืน รุ่งขึ้นก็ขอลางานมาขนของย้ายห้องพักทันที…ถ้าเอื้อยรู้เบอร์มือถือ ดิฉันอาจจะช็อกตายเมื่อได้ยินเสียงเธอก็ได้ค่ะ…

Continue Reading
ผีสาวตายทั้งกลม

ผีสาวตายทั้งกลม แม่น้ำมูล จ.สุรินทร์ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ผีสาวตายทั้งกลม

ผีสาวตายทั้งกลม แม่น้ำมูล จ.สุรินทร์

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ผีสาวตายทั้งกลม

เรื่องราว เกี่ยวกับสายน้ำรวมทั้งความเลื่อมใสของชาวไทยพวกเรามีให้กล่าวถึงกันอยู่แทบทุกๆที่ในภูมิภาค ยิ่งถ้าเกิดที่ไหนเกิดมีคนเสียชีวิตเสมอๆก็ชอบมีเรื่องมีราวเล่าเกี่ยวกับสิ่งลึกลับตามมาจำนวนมาก

สิ่งลึกลับที่ว่า บางทีอาจหมายความว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเชื่อถือ นั่นเป็นเจ้าสถานที่องน้ำ ทวยเทพ..ส่วนสิ่งลึกลับด้านมืดก็คือเรื่องเล่าเกี่ยวกับพรายน้ำ หรือมักที่จะเรียกชินปากกันว่าผีพรายนั่นเอง..!!

ถ้าหากกล่าวถึงแม่น้ำมูล ที่ไหลผ่านหลายจังหวัดทางภาคอีสานทุกคนก็น่าจะรู้จักกันอย่างดีเยี่ยม แต่ว่าถ้ากล่าวถึง “หาดสะแก” ที่พักผ่อนพักผ่อนที่นึงริมแม่น้ำมูลใน จังหวัดสุรินทร์ ที่ซึ่งชาวบ้านแถวนั้นมักถูกใจลงไปเล่นน้ำกันแล้วก็ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาล้วนเคยมีคนลงไปเล่นและก็จมน้ำตายมาแล้วหลายต่อหลายศพ

การเกิดอุบัติเหตุทุกครั้ง ถ้ามองว่าเป็นเรื่องของความประมาทก็คงมีส่วน แต่กับหลายเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นท่ามกลางความมึนงงสงสัยของชาวบ้าน ว่าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นได้อย่างไร จึงมักถูกนำไปเชื่อมโยงกับเรื่องราวอาถรรพ์ของคนในพื้นที่
สำหรับสถานที่แห่งนี้เดิมทีเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ได้เคยมีเรื่องเล่าอันสยดสยองอยู่เรื่องนึง นั่นคือมีชาวบ้านพบศพผู้หญิงตายทั้งกลมลอยน้ำมา แต่เนื่องจากตอนนั้นไม่ได้มีคนสนใจหรือคิดจะนำศพหญิงท้องเคราะห์ร้ายผู้นั้นขึ้นมาทำพิธีให้ถูกต้องตามศาสนา จึงได้แต่ปล่อยให้ลอยน้ำไปแบบตามเวรตามกรรม

จากนั้นเรื่องราวสยองขวัญก็เลยตามมา เมื่อหลังจากนั้นชาวบ้านในบริเวณนั้นมักพบเข้ากับวิญญาณสาวตายทั้งกลมดังกล่าว มาปรากฏกายให้เห็น..!!
เคยมีคนแก่ที่ปลูกบ้านอยู่ริมแม่น้ำเล่าว่า เขาเชื่อว่าวิญญาณตายทั้งกลมยังอยู่ตรงนั้น โดยแกยังเคยฝันเห็นผู้หญิงดังกล่าวมาหา พร้อมบอกว่าอยากได้เด็กหนุ่มผู้ชายให้ไปอยู่ด้วย
โดยที่ผ่านมา ริมหาดสะแกก็ได้คร่าชีวิตผู้คนที่ลงไปเล่นน้ำตรงนั้นมาแล้วหลายราย..!! ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเด็กวัยรุ่นซะเป็นส่วนมาก โดยเชื่อว่าที่เด็กวัยรุ่นผู้ชายที่มักเสียชีวิตตรงนั้น คงเพราะว่าดวงวิญญาณหญิงสาวตายทั้งกลม อยากได้เพื่อเอาไปอยู่กับลูกสาวของตน
(ซึ่งทางความเชื่อบ้างก็ว่าเมื่อเวลาผ่านมา 20 ปี วิญญาณเด็กที่เคยอยู่ในท้องเธอ ก็คงจะโตเป็นสาวแล้วพอดี)

เรื่องเล่าดังกล่าวมาตรงกับเหตุการณ์นึงที่เคยเป็นข่าวดัง เพราะเมื่อไม่กี่ปีก่อนได้เกิดเหตุ เด็กวัยรุ่นอายุ 19 ปี ได้ไปเล่นน้ำกับเพื่อนที่ตรงหาดดังกล่าว ซึ่งจุดที่ลงเล่นจะมีทั้งเป็นที่ตื้นและตรงน้ำลึก
อยู่ๆผู้ตายก็กระโดดลงไปเล่นตรงที่เป็นน้ำลึก แล้วร่างก็จมหายไปแบบไร้ร่องรอย จนเพื่อนๆและชาวบ้านต่างช่วยกันไปงมหาศพ แต่ปรากฏว่าหายังไงก็หาไม่เจอ
จนกระทั่งเช้าวันต่อมา วิญญาณของเด็กหนุ่มผู้ตายได้ไปเข้าฝันญาติของเขา พร้อมกับบอกว่าร่างเขาจมอยู่ ณ.ตรงจุดไหน พอญาติไปดูก็ปรากฏว่าพบศพชายหนุ่มตามที่เขาได้มาเข้าฝันบอกจริงๆ..!!
ที่น่ากลัวไปกว่านั้นก็คือ ช่วงเวลาที่ต่างงมหาศพกันอยู่นั้น ได้มีชาวบ้านบางคนมองไปตรงชายฝั่ง ปรากฏว่าเห็นวิญญาณผู้หญิงที่ว่าตายทั้งกลม ได้มายืนอยู่ใต้ต้นไม้พร้อมกับชี้มือไปตรงที่ศพจมอยู่ด้วย..!! ซึ่งล้วนเป็นเรื่องแปลกประหลาดและชวนขนหัวลุกดีเหลือเกิน..!!

ส่วนศพของผู้ตายที่พบปรากฏว่าร่างไปกอดอยู่ที่ขอนไม้ใต้น้ำ ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลก เพราะโดยทั่วไปถ้าหากคนจมน้ำตายถ้าไม่ไปติดกิ่งไม้หรือเป็นตะคริวก็คงไม่จมน้ำในสภาพแบบนี้แน่นอน
และเมื่อชาวบ้านช่วยกันนำศพขึ้นมาก็ต้องถึงกับตกใจ เพราะว่าตามร่างกายผู้ตายโดยเฉพาะช่วงหลังถึงท้ายทอย กลับพบเป็นรอยเขียวช้ำเหมือนกับว่าถูกอะไรบางอย่างรัด..!! บางคนเชื่อว่าน่าจะถูกเส้นผมของวิญญาณตายทั้งกลมดึงให้จมน้ำตายก็เป็นได้..!!

สำหรับเรื่องราวสยองขวัญในแม่น้ำมูลตรงจุดนี้ ยังมีอีกเรื่องราวที่ถือเป็นตำนานของที่นี่ ก็คือตรงช่วงนึงของลำน้ำจะมีรากไม้ตะเคียนจมอยู่ใต้ผืนน้ำ ซึ่งถ้าหากว่าช่วงไหนที่น้ำลดก็จะเห็นเป็นซากต้นตะเคียนโผล่ขึ้นมา ซึ่งชาวบ้านต่างก็เขื่อกันว่า ตะเคียนดังกล่าวมีนางไม้สิงสถิตอยู่ด้วย ถึงขนาดที่ว่าทำเป็นศาลอยู่ตรงริมตลิ่งให้ผู้คนได้มากราบไหว้กันด้วย
แต่เท่าที่ทราบมาก็ดูเหมือนว่าวิญญาณนางไม้ที่ว่าจะไม่เคยมาทำร้ายผู้คน แต่จะคอยมาช่วยเหลือหรือปกป้องซะมากกว่า

อย่างไรก็ตามสถานที่ดังกล่าวเคยมีรายการผีได้ไปถ่ายทำ และก็ยังสัมผัสได้ถึงดวงวิญญาณที่ว่ามาด้วย รวมไปถึงพวกชอบลองของที่มักจะชอบไปสัมผัสบรรยากาศตรงบริเวณริมหาดแห่งนั้นด้วย
ซึ่งก็ต้องขอบอกว่า หากเป็นช่วงกลางวันที่นี่อาจดูไม่ค่อยน่ากลัวอะไร แต่ถ้าเป็นช่วงเวลากลางคืน จะดูวังเวงและน่ากลัวมากเลยทีเดียว..!!

แหล่งที่มา facebook.com

Continue Reading
ตู้ผีสิง

ตู้ผีสิง จ.สมุทรสาคร เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ตู้ผีสิง

ตู้ผีสิง จ.สมุทรสาคร 

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน ตู้ผีสิง จ.สมุทรสาคร

สยองขวัญจากข่าวเวลานี้ เกิดเรื่องราวที่พึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่เอง ซึ่งก็ถือได้ว่า เหตุชวนหลอน และก็ถือได้ว่าเป็นการตายแบบต่อเนื่อง ซึ่งยังหาคำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เหมือนกัน..

จากกรณีมีผู้ผูกคอตายในตู้เสื้อผ้าด้านในห้องแถว ริมถนนกิจมณี ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นห้องแถวที่มีผู้มาเช่าและเปิดเป็นอู่เปลี่ยนล้อแม็กซ์รถยนต์
รู้ชื่อคนเสียชีวิตคือ นายทศพร บุญมา หรือ เดี่ยว อายุ 19 ปี ชาวจังหวัดขอนแก่น
ซึ่งการผูกคอตายข้างในตู้คราวนี้มันน่าขนลุก เพราะเหตุว่าก่อนหน้าที่ผ่านมาพึ่งจะมีหมอนวดสาว ก็เคยเข้าไปผู้คอฆ่าตัวตายในตู้ใบนี้มาก่อนแล้วด้วยเหมือนกัน..!!

จากการลงพื้นที่ของผู้สื่อข่าว พบบริเวณจุดเกิดเหตุคืออาคารที่ถูกปิดล็อก และเจ้าของร้านที่เป็นอู่รถได้ปิดกิจการไปแล้ว รวมถึงยังไม่กล้ากลับมาที่ร้านอีก เพียงแค่ฝากกุญแจให้ทีมข่าวเข้าไปในจุดเกิดเหตุเอง
ซึ่งเมื่อผู้สื่อข่าวเปิดเข้าไปสำรวจดู พบว่ามี อาหาร น้ำดื่ม เซ่นไหว้ มีธูปปักวางอยู่กลางบ้าน ซึ่งเป็นของญาติผู้เสียชีวิตนำมาตั้งเอาไว้

จากการตรวจสอบอาคารดังกล่าวพบว่า ที่นี่ในอดีตเคยเปิดเป็นลักษณะอาบอบนวดมาก่อน และมีพนักงานหญิงไปผูกคอตายที่จุดดังกล่าว ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าของจึงได้เลิกกิจการไป
จนมาล่าสุดที่ตึกดังกล่าวได้มีผู้เช่ารายใหม่มาอยู่ และมาเกิดคดีผูกคอตายซ้ำดังที่กล่าวมา..!!

ด้านนางแย้ม (นามสมมติ) อายุ 50 ปี เพื่อนบ้านที่อยู่ในละแวกนั้น เปิดเผยว่า ตนมาเช่าอยู่อาคารติดกันประมาณ 3-4 ปีแล้ว
ตอนนั้นร้านนวดได้ปิดกิจการไปแล้ว ตนจึงไม่รู้ว่าเคยมีหมอนวดผูกคอตายหรือไม่
ซึ่งก่อนเกิดเหตุชายหนุ่มมาผูกคอตายครั้งนี้ ได้มีผู้เช่ารายใหม่ซึ่งเป็นเจ้าของอู่รถ และเป็นหัวหน้าของผู้ตาย เคยเล่าให้ตนฟังว่า..

เขาเคยเห็นวิญญาณผู้หญิงที่ผูกคอตาย ใส่ชุดสีแดงอยู่ในตู้ที่เกิดเหตุใบนี้ด้วย..!!
หนำซ้ำก็เคยเห็นเป็นวิญญาณของเด็กผู้ชาย นั่งอยู่บนหลังตู้อีกด้วยเช่นกัน เรียกว่าหลอนน่าดู..!!
แต่เขาก็เลือกจะเช่า เพราะเห็นว่ามันถูก ด้านล่างเปิดเป็นอู่รถส่วนด้านบนก็ให้พนักงานอยู่อาศัย โดยตัวเองก็ไม่ได้อยู่เอง จึงคิดว่าคงไม่มีอะไร จนกระทั่งมาเกิดเหตุสลดดังกล่าว..

การตายของเด็กหนุ่มดังกล่าวเป็นการผูกคอตาย ที่เหมือนพนักงานสาวหมอนวดคนก่อน ตามความเชื่อจึงอาจเป็นตัวตายตัวแทนก็ได้..!!

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกประเด็นที่ชาวบ้านคาดว่าน่าจะคือสาเหตุ
อย่างแรก..คือเรื่องราวความอาถรรพ์อันเกิดจาก เมื่อก่อนวันสารทจีน เด็กหนุ่มผู้ตายเพิ่งไปขยับศาล ตี่จู๊เอี้ย ซึ่งเป็นศาลคนจีนที่เจ้าของเดิมตั้งเอาไว้ และเอาไปไว้หลังตู้เย็น เพราะต้องการจัดพื้นที่ร้านใหม่ แถมยังทำในวันสารทจีนพอดีด้วย..
ซึ่งเป็นวันไหว้บรรพบุรุษตามความเชื่อของชาวจีน จึงอาจทำให้เกิดสิ่งไม่ดีขึ้นกับผู้ตายก็ได้..!!

หรือจะอีกสาเหตุ เพราะผู้ตายเกิดอาการเครียดเอง จึงได้เข้าไปผูกคอตายในนั้น ซึ่งจากที่ผู้สื่อข่าวได้ถามน้องชายผู้ตายเขาไม่เชื่อว่าจะเป็นตามนั้น

นอกจากการตายในตู้ 2ศพ ดังกล่าว..ยังมีอีกเหตุการณ์ที่ชวนหลอน
นั่นก็คือ ก่อนหน้านี้ที่ทาวน์เฮ้าส์คูหาติดกับคูหาที่เกิดเหตุ ยังเคยมีนักจัดรายการวิทยุสาวผูกคอตายในห้องน้ำอีกเช่นกัน..!!
ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จะมีความเชื่อมโยงกับการตายล่าสุดของหนุ่มวัย 19 ปีหรือไม่
เพราะทาวน์เฮ้าส์ทั้ง 3 คูหา สรุปแล้วเคยมีคนตายทั้งหมด นับดูก็ 3 ศพ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกเอามากๆ..!!

หลังเกิดเหตุเจ้าของกิจการที่ทำเป็นอู่ซ่อมรถ ได้เตรียมย้ายหนีไปอยู่ที่อื่น และไม่กล้ากลับมาแล้ว
ส่วนผู้เช่าที่อยู่อาคารติดกับอาคารที่เกิดเหตุก็เตรียมย้ายออกเช่นกัน เนื่องจากต่างเชื่อว่าคงเป็นเรื่องราวอาถรรพ์
แต่ก็ยังมีบางรายเหมือนกัน ที่อยู่มานานและตัดสินใจจะไม่ย้ายหนีไปไหน เขาอ้างว่าเพราะอยู่มาหลายปีแล้ว

และนี่คือเรื่องเล่าสุดหลอนจากข่าว ซึ่งแอดมินเก็บมาเล่าให้ฟังกัน เรียกว่าพออ่านข่าวไปก็อดขนลุกตามไม่ได้ด้วยเช่นกัน..
โดยส่วนตัวแล้วถ้าหากมองในด้านของสิ่งที่มองไม่เห็น นั่นก็อาจเชื่อได้ว่า หรือที่ตรงนั้นคงจะแรงจริงๆ และการตายติดต่อกันโดยเจาะจงจำเพาะในตู้มันก็ดูไม่น่าบังเอิญขนาดนั้น..หรือนั่นเป็นตัวตายตัวแทน ก็ไม่ทราบได้..!!…

Continue Reading
อีเปรี้ยวผีหัวขาด

อีเปรี้ยวผีหัวขาด เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

อีเปรี้ยวผีหัวขาด

อีเปรี้ยวผีหัวขาด

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน อีเปรี้ยวผีหัวขาด  ข่าวลำลือเรื่อง ความเฮี้ยน มันกระจายไปทั่วหมู่บ้านแถวระแวกนั้นว่า ผีตรงหัวสะพาน นั่งคอยคนมารับกลับบ้าน บางคืนเดือนดับ ผู้ที่ออกไปหาปูปลา

มาดำรงชีวิตช่วงเวลาค่ำคืนตรงราวสะพาน คนมักมองเห็น อีเปรี้ยว นั่งแกว่งขา ไปๆมาๆ แล้วก็มีเสียงหัวเราะ สนุกสนาน แถม ไม่มีหัวนี่ละสิ คนเห็นนี้ วิ่งแบบไม่คิดชีวิตเลย ไม่ใช่ว่าวิ่งหนีผีสิ่ง

เดียวนะ อีเปรี้ยว กระโจนจากราวสะพาน วิ่งตามอีกต่างหาก ลองคิดดูจินตนาการภาพมอง จะรู้ดีว่าเรื่องเล่านี้ มันจะสยดสยองขนาดใหน คนไหนพบเป็นจำเป็นต้อง จับใข้หัวโขลน กันอย่างยิ่งจริงๆ….บางสิ่งสิ่งที่ไม่น่าจะกำเนิดมันก็กำเนิด…ปัญหาของชาวบ้านว่า เพราะเหตุไรมันไม่ไปเกิดไปขานตอบพลาดท่า ยังมาหลอกหลานชาวบ้านย่านนั้น เกือบจะทุกวี่วัน ชาวบ้านบางกรุ๊ปแทบย้ายบ้านหนีกันเลย ทางออกในที่สุดของชาวบ้านเป็น หาหมอผีเก่งเก่ง มากำหราบมันจะดียิ่งกว่า ที่จะปลดปล่อยมันให้มาหลอกจนถึงไม่มี กะจิตรกะดวงใจ หาเลี้ยงชีพกันเลย ราวทางนั้น คนไหนกันแน่ผ่านไปเป็นจำต้องพบ หากแม้ทั้งยังตอนกลางวันแสก แสก มันยังสั่นต้นไม้ใส่เลย มันจะขนาดนั้นเลย…ชาวบ้านรวบรวมเงินกันให้หัวหน้าหมู่บ้าน ไปตามคุณครู ทางเขมร มาเลย ว่าจะเก่งขนาดใหน ชาวบ้านจะได้หาเลี้ยงชีพได้สักครั้ง…วันนี้ที่รอ 3ทุ่ม10นาที ความประพฤติย๋เขมรมาพร้อมลูกสิตอีก2 คน การแต่งตัวนี่ น่านับถือมากมาย ชาวบ้านที่กลัวก็เข้าบ้านไป ชาวบ้านที่ต้องการพบผี จังจัง สักหนึ่งครั้งในชีวิตก็ตามมา…อาจารย์กล่าว….อีกทั้งคณะชาวบ้านและก็หมอปราบผี ใด้เดินทางไปจุดที่อีเปรี้ยวตาย หัวมันขาดตรงนี่แล้วก็คุณครู ราษฎรคนนึงตวาดมาทางด้านหลัง อาจารย์บอกชาวบ้านว่า เอาประกอบพิธีที่ตรงนี้และก็ รวมทั้งชาวบ้านราวๆ 5 คน ล้อมสายสิน ใว้ แล้วพากันเข้าไป ต่างคนต่างไม่บอกอะไร นั่งเงียบสั่น….รอดูคุณครู ว่าจะทำยัวยังไงถัดไป…อาจารย์ได้นั่งสมาธิ แล้ว พร่ำบ่นอะไรภาษาทางบ้านมึง…ไม่ถึง5 นาที ลมนี่ไม่รู้จักมาจากใหน พัดแรง ต้นใหม้นี่ราวกับจะหักให้ได้ แถมมีกลิ่นตามมา เหม็นมากมาย…เอาละ…อาจารย์พูด..พวกเธอถ้าเกิดมีอะไรเกิดขึ้น ห้ามออกมาจาก สายสิน ที่ล้อมไว้เด็ดขาด…ไม่ทันขาดปาก…อีเปรี้ยวผีหัวขาด..คลานมาแบบใกล้กับดิน…แล้วหัวเราะ แล้วกล่าวออกมาว่า..เราจะเอาพวกแกทุกคนไปอยู่ด้วย…มันคลานเข้ามาแบบไม่ถึง 3 เมตรภาพนี้ชัดมากมาย ตัวเป็นเป็น ผีหัวขาด ถึงครั้งโชคร้ายของคณะทำงานอาจารย์มีชาวบ้านคนนึงคุมอารมณ์ไม่อยู่ วิ่งออกมาจากสายสินที่ล้อมไว้…แล้ววิ่งเข้าไปในป่า..ผีอีเปรี้ยวได้ช่อง..ลุกขึ้นยืนวิ่งตามตามไปโดยทันที…จะกำเนิดอะไรขึ้นกับชาวบ้านคนนั้น…อาจารย์จะทำอย่างไรผีมันไม่กลัวคุณครูเลย…แถมปลดปล่อยมันไล่หลังชาวบ้านอีก…

Continue Reading