กำเหนิดปอบผีฟ้า

ต้นกำเหนิด ตำนานที่มา ปอบผีฟ้า

กำเหนิดปอบผีฟ้า

กำเหนิดปอบผีฟ้า ซึ่งเชื่อว่าหลายคนต้องเคยดูละคร “ปอบปีฟ้า” กันมาบ้างแล้ว แล้วเกิดความสงสัยว่าเรื่องราวต้นกำเนิดมันเป็นอย่างไร ผีปอบเป็นเรื่องราวสยองขวัญที่คนไทยคุ้นเคยกันดี ว่ากันว่ามันเกิดจากผู้ที่มีวิชาอาคม ซึ่งวันนี้เราจะพาไปย้อนประวัติดูเรื่องราวความเฮี้ยนของผีปอบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ว่ามีต้นกำเนิดมาจากไหน เริ่มได้อย่างไร ปัจจุบันนี้ยังมีคนพบเห็นอยู่หรือไม่

คือเรื่องมันเกิดขึ้นอยู่ว่าในสมัยก่อนเป็นยุครุ่งเรืองของผู้มีอาคม ในแต่ละหมู่บ้านจะมีผู้มีวิชาที่แก่กล้า ซึ่งบางคนก็ใช้วิชาเพื่อช่วยเหลือผู้คน บ้างก็ใช้เพื่อทำร้ายผู้อื่นด้วยมนต์ดำซึ่งเป็นวิชาเดียรัจฉาน มันเป็นวิชาที่ทรงพลังและใช้โดยผู้ที่มีกำลังแก่กล้า และต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง หากใครที่จิตไม่แข็งพอก็จะโดนของกลับเข้าตัวเอง ถ้าไม่ตายก็กลายเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัว หรือคือ “ผีปอบ”

ไม่แปลกใจที่ว่าทำไมผีปอบจึงได้ออกอาระวาด เพราะว่าผู้มีอาคมต่างคิดว่าตัวเองนั้นแก่กล้าพอจะใช้วิชาเดียรัจฉาน สุดท้ายก็ต้องจบลงด้วยความสยดสยองในที่สุด เพราะส่วนใหญ่วิชาเหล่านี้เป็นวิชาที่ทำร้ายผู้อื่น การทำแบบนี้หลายครั้งถือเป็นการ ผิดครู ซึ่งเป็นข้อห้ามเพื่อไม่ให้ผู้มีวิชาอาคมถูกมนต์ดึงเข้าสู่ด้านมืด…

Continue Reading
ผีห้องตรงข้าม

เรื่องสยอง ห้องเช่าย่าน ธนบุรีสุดขนลุก

ห้องเช่าย่านธนบุรี

ห้องเช่าย่านธนบุรี เราได้ย้ายเข้ามาอยู่ในห้องเช่าย่านธนบุรี โดยบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ดูน่าวังเวงซึ่งเป็นบ้านไม้ยกสูงข้างล่างจะโล่งคล้ายบ้านทรงไทย โดยบ้านหลังนี้จะมีอยู่สาม ชั้นสอง ห้องนอนข้างบ้านจะมีศาลตั้งอยู่ข้างรอบบริเวณบ้านนั้นไม่มีคนอาศัยอยู่เลยผมนั้นอาศัยอยู่กับน้องชายสอง คนในช่วงตอนประมาณตีสอง น้องได้ไออกไปเทียวแล้วกลับมาเดินผ่านไต้ถุนบ้านแล้วได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังคุยกันเขาก็คิดในใจใครมาทำไรดึกดื่นแถวนี้เขาไม่ได้คิดอะไรเพราะเขาไม่ค่อยเชื่อเรื่องอะไรแบบนี้จึงได้เดินขึ้นไปที่ห้องของตัวเองปกติ หลังจากที่เขาได้นอนไปสักพักแล้วเหมือนมีคนมาดึงขาเขาลงจากเตียง น้องเราก็กลัวมากก็เลยวิ่งออกมาจากห้องมาเคาะประตูผมมานอนด้วยจนเช้า

หลังวันนั้นต่อมาน้องเราก็ไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังอีกแล้วอยู่ดีๆก็ได้ขอย้ายไปเช่าห้องที่อื่นซึ่งผมก็ไม่ได้อยู่บ้านหลังเดิมเพียงคนเดียว ซึงในห้องน้ำผมนั้นก็จะมีห้องมีกระจกเป็นไม้เก่าๆดูหน้าขนลุกเวลาส่องกระจกก็จะเหมือนมีคนค่อยมองจากด้านหลังแถมอยู่คนเดียว พอตกตอนกลางคืนไม่กล้าที่จะเดินลงมานอกบ้านเลย ทุกวันเหมือนมีคนคุยกันข้างล่างตลอดซึ่งแถวนั้นไม่มีคนอยู่เลย มีอยู่วันหนึ่งผมได้นอนหลับไปสักพักเหมือนมีคนมาเดินรอบเตียงเอามือขูดพื้นห้อง ผมนี่ทำไรไม่ถูกได้แต่นอนคุมโปงเป็นอย่างนี้ทุกวันหมาก็เห่าทุกคืนตอนนอนแถมบางครั้งได้ยินเสียงเหมือนมีคนมากระซิบข้างหูตลอดผมอยู่ได้ 1 ปีจึงตัดสินใจย้ายออกจากบ้านหลังนั้นทันที โดยหลังจากที่ย้ายออกมาสักพักจะมีคนมาเช่าต่อได้เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันกับจนไม่มีใครกล้าเช่าต่ออีกเลย…

Continue Reading
ผีผู้ชายปริศนา

ผีผู้ชายปริศนา กลางดึกคืนหนึ่ง

ผีผู้ชายปริศนา

ผีผู้ชายปริศนา กลางดึกคืนหนึ่งที่ฝนตกค่อนข้างหนักเมื่อประมาณ สาม ปีที่แล้ว ในขณะที่กำลังนั่งรถกลับบ้านโดยที่ไม่ได้เตรียมใจว่าจะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้รู้จักกับคำว่า ‘ขนหัวลุก’ ไม่รู้ด้วยสาเหตุอะไร แต่จู่ๆ สายตาก็ต้องจับจ้องไปยังรถมอเตอร์ไซค์คันนึงที่วิ่งอยู่ในเลนอีกฝั่ง ทุกอย่างดูปกติมาก แค่ผู้ชายคนนึงสวมเสื้อแจคเก็ตและหมวกกันน็อคกำลังขี่รถมอเตอร์ไซค์อยู่บนเลนซ้ายสุดของถนน ขี่มาซักพัก เขากลับรถแบบผ่ากลางถนน

กลับจากเลนซ้ายสุด แต่ที่ตลกน่าตกใจก็คือ พอกลับรถมาแล้ว แทนที่เขาจะมาอยู่เลนฝั่งเดียวกันกับเรา เขาได้กลับวิ่งอยู่ในเลนฝั่งเดิม และวิ่งสวนรถคันอื่น พอมาถึงจังหวะที่รถมอเตอร์ไซค์คันนั้นมาอยู่ในระนาบข้างๆ รถที่เรากำลังนั่ง โดยที่มีเกาะเล็กๆ สำหรับยูเทิร์นอยู่ตรงกลางมากั้นไว้ ทันใดนั้นเอง มอเตอร์ไซค์คันนั้นก็ล้มลง รถถไลไปโดนเกาะกลางจนเห็นประกายไฟเต็มไปหมด

แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นก็ คือ ผู้ชายคนนั้นกลิ้งข้ามฝั่งมาและกำลังจะเข้ามาใต้ท้องรถที่เรากำลังนั่ง ซึ่งเขาจะต้องถูกรถทับแน่ๆ แค่เห็นภาพนั้น มือทั้งสองข้างก็ถูกยกขึ้นมาปิดตาโดยอัตโนมัติ เสียงกรีดร้องของเราดังสนั่นจนแฟนที่กำลังขับรถตกใจและถามเราว่า เป็นอะไร และร้องทำไม พอรู้สึกว่ารถวิ่งผ่านตรงนั้นมาโดยที่ไม่ได้ทับใคร เราเอามือที่ปิดตาออก และหันหลังกลับไปมอง สิ่งที่พบก็คือถนนที่ว่างเปล่า

ไม่มีรถมอเตอร์ไซค์หรือผู้ชายนอนอยู่ตรงนั้น ไม่มีอะไรผิดไปจากภาพถนนเหมือนในวันที่ผ่านๆ มา แฟนเราไม่เห็นผู้ชายหรือรถมอเตอร์ไซค์คันนั้น เราได้แต่สงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น และทำไมเราถึงเห็นเขา อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้มั่นใจว่าสิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา ก็คือ ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น เราก็เห็นแต่ภาพ ไม่มีเสียงโครมครามแม้แต่นิดเดียว…

Continue Reading

คืนสยองในโรงพยาบาล เรื่องเล่าจากคุณเม

เรื่องเล่าจากคุณเม

เรื่องเล่าจากคุณเม คุณเมเล่าว่า.. ออกตัวไว้ก่อนว่าเราเป็นคนไม่กลัวผี ไม่เชื่อเรื่องผี และไม่เคยเจอผีในชีวิต เพราะคิดว่ามันไม่มีจริง จนมาเจอเหตุการณ์นี้เราก็อธิบายไม่ได้ค่ะ คือเมื่อราว สาม อาทิตย์ก่อน ลูกสาวคนโตของเราป่วยต้องแอทมิทเข้าโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง รักษาตัวที่โรงพยาบาลห้า วัน ทุกอย่างก็ปกติมาโดยตลอด จนคืนก่อนที่จะออกจากโรงพยาบาล ในคืนนั้นระหว่างที่เรากำลังสะลึมสะลือ

ครึ่งหลับครึ่งตื่น ก็ได้ฝันว่าตัวเองเดินไปที่ประตูห้อง และเปิดม่านเล็กๆ ตรงประตู เพราะที่ประตูห้องจะมีม่านเล็กๆ ไว้ส่องดูข้างนอกได้ พอเราส่องออกไป ก็เห็นคนมามุงหน้าห้องเราเยอะแยะไปหมด ทั้งหญิง ชาย ชะโงกหน้ากันเข้ามาจ้องเรา เราตกใจมากสะดุ้งตื่น ก็คือมันเหมือนอาการผีอำ กึ่งหลับ กึ่งฝันค่ะ เรามองนาฬิกาเป็นเวลาตีสองพอดี จังหวะเดียวกันกับลูกสาวเราที่นอนอยู่ ก็ลุกขึ้นยืน

โดยตาปิดอยู่ แต่ทำปากขมุบขมิบๆ เราถาม ‘ทำอะไรลูก’ แต่ลูกก็ไม่ตอบ ทำปากขมุบขมิบ ไม่ลืมตาอยู่อย่างนั้น เราตกใจจึงรีบไปตามพยาบาลมา พอกลับมา ลูกเราก็นั่งอยู่ในท่าคุกเข่า สรุปคือละเมอ ก็จบไป.. เราเอาไปเล่าให้สามีฟัง ก็บอกตลกดี บังเอิญ สามีบอกมันเป็นภาวะการทำงานของสมอง บอกว่าเราเหนื่อยมาก เครียดมาก เลยเป็นแบบนี้..

วันนั้นออกจากโรงพยาบาล แต่พอกลับมาถึงบ้าน ก็ปรากฏว่าลูกสาวคนเล็กตัวร้อนจัด ไข้ขึ้น สี่สิบ องศา เลยต้องพาลูกคนเล็กกลับไปเข้าโรงพยาบาลเดิมทันทีหลังจากที่ลูกคนโตเพิ่งออก เข้าแอทมิทตอน สาม ทุ่ม มีไข้สูง ร้องโยเยตลอดเวลา วางไม่ได้ จะต้องอุ้มไว้ตลอด พอได้เข้าห้องพัก คนละห้องกับที่ลูกสาวคนโตอยู่ คืนนั้นเราอยู่กับพี่ชายเรา ช่วยกันดูน้อง ส่วนสามีดูลูกคนโตอยู่บ้าน.. ตอนเข้าห้องไป

เราก็ได้กลิ่นเหม็นๆ ติดที่มือ กลิ่นเหมือนยางลบไหม้ เราก็พยายามล้างมือ ทาครีม คือล้างหลายรอบมาก หงุดหงิดในใจว่ากลิ่นอะไรเหม็นจัง แล้วก็เหนื่อยกับลูกมากๆ เพราะวางลูกไม่ได้เลย พยาบาลจะคอยพาลูกไปเช็ดตัวทุกๆ สอง ชั่วโมง จนตอนประมาณตีหนึ่ง กว่าๆ พี่ชายเราบอกว่า ‘เดี๋ยวขอนอนก่อนนะ พรุ่งนี้ต้องรีบไปทำงานแต่เช้า’ เราโอเค บอกให้พี่ชายนอนเลย พี่ชายเรานอนที่โซฟาในห้องนั่นค่ะ

สักพักพยาบาลก็มา พาน้องไปเช็ดตัว ต้องพาไปเช็ดตัวอีกห้องหนึ่ง เราก็เดินตามไปโดยทิ้งพี่ชายเราไว้ในห้อง พอเราไปดูพยาบาลเช็ดตัวกับลูกกลับมา โดยเราเป็นคนอุ้มกลับ เพราะลูกเราก็ร้องไห้ตลอด ไม่ให้วาง เอามือปัดๆ ก็ร้องๆ ตลอด เราอุ้มไว้อยู่ในห้อง พยายามปิดไฟ ให้มืดเพื่อที่ลูกจะได้นอน แต่ลูกเรายังคงร้องอยู่แบบนั้น.. สักพักไม่นาน พี่ชายเราที่นอนอยู่ ละเมอขึ้นมา เราไม่ได้สนใจ แต่เค้าพูดยาวมาก ตอนแรกฟังๆ เหมือนร้องไห้ และพูดอะไรพึมพำไม่รู้เรื่อง แต่พอฟังดีๆ มันเป็นเสียงผู้หญิงแก่!! พูดอารมณ์แบบสนุกสนานชอบใจ แต่ก็เป็นเสียงคนแก่นะ แก่มาก ยานคางเลยล่ะ สาบานเลยว่าได้ยินแบบนี้จริงๆ และแปลกมาก เกิดมาในชีวิตไม่เคยเจอมาก่อน เรากลัวมากเลยตะโกนเรียกพี่เรา จนพี่เราลุกขึ้นมา เราก็ถาม‘พูดอะไรอะ?’ พี่เราถามกลับ ‘ได้ยินว่าอะไรล่ะ?’ เราเล่าสิ่งที่ได้ยินให้พี่เราฟัง สรุปพี่เราบอกว่าเค้าไม่ได้พูดอะไร เท่านั้นล่ะ ต่างคนก็ต่างเงียบมองหน้ากัน ตอนนั้นเวลาตีสองกว่าๆ พี่เราทำหน้าอึกอักเหมือนอยากจะบอกอะไร เราก็รีบบอกพี่เลยว่า ‘อย่าเพิ่งเล่านะ รอเช้าก่อน..’

จนในตอนเช้าพี่ชายเราออกไปทำงาน ส่วนตัวเราติดต่อพยาบาลทำเรื่องขอย้ายห้อง พยาบาลมาถามเราว่าทำไมถึงจะย้าย เราตอบว่าอยากได้ห้องที่ใหญ่กว่านี้ แล้วมีพยาบาลอีกคนถามมาว่า ‘คุณแม่เจอเหรอคะ!?’ ทีนี้เราเลยเล่าให้เค้าฟัง และถามเค้าว่าห้องนี้มีอะไร แต่เราบอกเค้าว่า อย่าเพิ่งเล่านะ ขอให้ได้ห้องใหม่ก่อน.. พอทำเรื่องเปลี่ยนห้องได้ และย้ายไปที่ห้องใหม่ เราก็เลยรีบโทรไปถามพี่ชายว่า ‘เมื่อคืนเจออะไร?’ (พี่ชายเราทำงานเป็นบุคลากรของโรงพยาบาล ทำงานมาหลายปีไม่เคยเจอ และไม่เชื่อเรื่องผีเหมือนกัน) พี่ชายเราได้เล่าว่า พอล้มตัวลงนอน ยังไม่ทันหลับ รับรู้ตลอดที่เราเดินออกไปกับพยาบาลที่พาลูกไปเช็ดตัว ตอนที่เราออกไป ไฟในห้องมันตก กระพริบ ติดๆดับๆ สักพัก พอเราเดินกลับเข้ามาในห้อง พี่เราก็เล่าถูกหมดเลย เราเป็นคนอุ้มลูก พยาบาลเดินตาม เดินกันเข้ามา แต่สิ่งที่พี่เราเห็นก็คือ มีหน้าคนแก่ๆ ตามมาข้างๆ ลูกเราด้วย กำลังหลอก แบบแกล้งหยอกเด็ก อะไรประมาณนั้น ลูกเราก็ร้องไห้เอามือปัดไปมา ตอนนั้นพี่เราขนลุก ชาวูบไปตั้งแต่ท้ายทอย แต่ไม่ได้หลับ รับรู้หมด เห็นหมด แต่ขยับไม่ได้ เหมือนคนโดนบล็อกหลังผ่าตัดอะไรแบบนั้น พี่ชายเราพยายามตะโกนออกมาสุดเสียงว่า ‘ออกไป อย่ามายุ่งกับเด็ก’ แต่ตะโกนเท่าไหร่ ไม่มีเสียงออกมาเลย ซึ่งทั้งหมดมันคือช่วงเวลาเดียวกันกับที่เราได้ยินเสียงผู้หญิงแก่ พอเราตะโกนเรียกพี่ชายเรา พี่เราถึงหลุดมาได้

และนี่ก็เป็นเหตุการณ์ที่แปลกมากสำหรับเรา พี่ชายเราอยู่ในภาวะที่รู้สึกตัวดี ไม่ได้ใช้ยา ไม่ได้เจ็บป่วย ไม่ได้มีประวัติทางจิตเวชใดๆ แล้วเราได้กลับไปถามพยาบาล ซึ่งพยาบาลบอกว่า ‘ที่ห้องนั้น ก่อนหน้ามีแม่ลูกเข้ามาแอทมิทตอนบ่าย แล้วมาขอย้ายห้องออกกลางดึกเลย บอกว่ามีอะไรมากวนจนอยู่ไม่ได้.. ส่วนอีกเคส ก็เคยเห็นเป็นผู้หญิงแก่มานั่งมองอยู่ปลายเตียง’ ซึ่งทุกอย่างตรงกับที่พี่ชายเราเห็นว่าเป็นผู้หญิงแก่ และเสียงที่เราได้ยินก็เป็นเสียงผู้หญิงแก่..’ และตั้งแต่ย้ายไปห้องใหม่ กลิ่นเหม็นเหมือนยางไหม้ติดมือเราหายไปเลยค่ะ และก็ปกติดี ไม่มีเหตุการณ์แปลกๆ อีกเลย.. เรื่องที่เจอก็มีแค่นี้ค่ะ แต่ขอยืนยันว่าทุกเรื่องที่เล่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง…

Continue Reading
คำโกหกของฆาตกร

คำโกหกของฆาตกรต่อเนื่องในเขตที่ 16 the remains found in Petiot’s basement in 1944

คำโกหกของฆาตกร

คำโกหกของฆาตกร the remains found in Petiot’s basement in 1944 เป็นย่านที่พักอาศัยของคนรวยประจำกรุงปารีสในเขตที่ 16 เรารู้จักกันดีว่าเป็นที่ตั้งของหอไอเฟล อาคารแบบเฮวส์แมเนียนสวย และบรรยากาศที่สงบเงียบ อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณหมอมาร์เซล เปทีโอ สามารถใช้หลบหนีความผิดจากการฆาตกรรม 27 ศพ ในปี 1943 ในช่วงที่ทหารนาซีได้เข้ายึดครองกรุงปารีส คุณหมอท่านนี้หลอกชาวยิวให้เข้ามาหลบที่บ้านของเขาโดยได้หลอกว่าจะช่วยพาหนีไปที่ประเทศอาร์เจนที่น่า แต่ก็ไม่นานก็มีคนพบศพชาวยิวเหล่านี้ที่ชั้นใต้ดินของบ้าน

Dr. Marcel Petiot – serial killerDr. Marcel Petiot standing trial in 1944
คุณหมอมาร์เซล เปทีโอ ได้เข้ารับคำพิพากษาในปี 1944 เขาได้ถูกจับกุมในปี 1944 หลังจากเพื่อนบ้านได้ร้องเรียนเกี่ยวกับกลิ่นเหม็นแปลกที่โชยออกมาจากบ้านของเขาจนถึงทุกวันนี้ ถนน Rue Le Sueur ยังกลายเป็นถนนที่มีแต่ลางร้ายเพราะชาวบ้านขนานนาม คุณหมอเปทีโว่าเป็นซาตานในร่างของมนุษย์…

Continue Reading
Gaston Laroux

ผีที่โรงละครโอเปร่า การ์นิเย่ แห่งกรุงปารีส เรื่องราวความรักของ Gaston Laroux

Gaston Laroux

เป็นเรื่องราวความรักของ Gaston Laroux ที่เป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลก แต่ในความเป็นจริงจุดเริ่มต้นของความในรักครั้งนี้ไม่ได้สวยหวานโรแมนติกสักเท่าไหร่ ถ้าหากเพื่อนๆ ได้มีโอกาสไปทัวร์ชั้นใต้ของโรงละครโอเปร่าแห่งนี้แล้ว อาจจะเดาได้ไม่ยากว่าทำไมผีถึงต้องมาสิงอยู่ที่นี่ ในอีกตำนานที่เป็นแรงบันดาลใจของละครเวทีชื่อดังเรื่องนี้ มาจากเรื่องราวในปี 1896 ในขณะที่โคมไฟแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่หล่นลงมาทับร่างของคนงานก่อสร้างเสียงชีวิตเป็นจำนวนหลายคน

ซึ่งไม่ว่าตำนานไหนจะเป็นเรื่องจริง หรือ เรื่องแต่ง แต่ Leroux ก็ได้อ้างและยืนยันว่ามีผีที่โรงละครโอเปร่าแห่งนี้จริงๆ และหากใครอยากไปพิสูจน์ก็จองตั๋วเข้าชมแบบด่วนๆ!…

Continue Reading
แร้งวัดสระเกศ

วัดสระเกศ ศพเผาไม่ทัน กองเป็นภูเขาเลากา

แร้งวัดสระเกศ สมัยรัชกาลที่ 1

แร้งวัดสระเกศ “วัดสระเกศ” อีกที่ที่ทุกคนคุ้นเคย หากย้อนไปในสมัยรัชกาลที่ 1 ศูนย์รวมของชุมชน บ้านเรือนผู้คนจะอยู่ภายในกำแพงเมือง ส่วนนอกกำแพงจะมีการทำนาหรือเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ ภายในกำแพงเมืองนี้ ถือธรรมเนียมกันว่า ถ้าหากมีคนเสียชีวิตจะต้องขนศพออกไปเผาด้านนอกกำแพงเมือง และทางออกที่ใช้ขนศพออกไปคือ ประตูทิศตะวันออกของเมือง เมื่อระบุตามตำแหน่งคือ บริเวณใกล้สี่แยกสำราญราชในปัจจุบันนั้นเอง ประตูนี้ถูกเรียกขานว่าประตูผี โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดโรคระบาดในพระนคร และเมืองใกล้เคียงในสมัยรัชกาลที่ 2 ด้วยโรคห่าหรืออหิวาตกโรคระบาดไปทั่วทำให้มีคนตายหลายหมื่นคน มีศพจำนวนมากถูกลำเรียงผ่านประตูผี ไปยังวัดสระเกศซึ่งอยู่ติดๆกันเรียกว่า ว่ากันว่ามีศพมากมายกองพะเนินวัดไม่สามารถเผาหรือฝังได้ทัน จึงต้องขุดหลุมขนาดใหญ่แล้วฝังลงไปในหลุมเดียวกันคราวละมากๆ แต่จำนวนศพที่มากเกินไป ทำให้ฝูงแร้งแห่กันมาจิกกินซากศพกันเป็นอาหาร

ครั้นมาถึงในสมัยรัชกาลที่ 3 และสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ยังเกิดโรคระบาดซ้ำขึ้นอีก วัดสระเกศก็ยังประสบปัญหาเผาศพไม่ทันเหมือนเดิม ทำให้กลายเป็นแหล่งหากินของฝูงแร้งมาจิกกินซากศพ จนมีคำเรียกว่าแร้งวัดศระเกศเกิดขึ้นในช่วงนั้นเอง

ปัจจุบันไม่มีประตูผีให้เห็นกันอีกแล้ว เพราะการตัดถนนบำรุงเมืองผ่านประตูผี และมีการลื้อถอนประตูเมืองและกำแพงออกไป ประตูผีจึงเหลือแค่ชื่อไว้ให้ระลึกถึง…

Continue Reading
ลานประหาร วิญญาณเฮี้ยน

ตำนานวิญญาณเฮี้ยน ณ.ลานประหาร วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลานประหาร วิญญาณเฮี้ยน

ลานประหาร วิญญาณเฮี้ยน ตำนานวิญญาณเฮี้ยน ณ.ลานประหารวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ เดิมชื่อวัดเมือง จ.ฉะเชิงเทรา การประหารชีวิตอั้งยี่ ที่วัดเมืองเมื่อปี 2391 ในสมัยรัชกาลที่ 3 ครั้งนั้นเป็นข่าวดังไปทั่วหัวเมืองต่างๆ บ้างรู้สึกสาสมใจ บ้างรู้สึกสงสารและเกิดทุกขเวทนา

ศพอั้งยี่แต่ละศพเป็นผีหัวขาด ถูกไปฝังแบบไร้ญาติ ไม่มีใครกล้านำศพไปทำพิธีให้ถูกต้องตามประเพณี เพราะเกรงว่าอาจจะถูกประหารตามไปด้วย ข้อหาสมรู้ร่วมคิด จึงจำต้องปล่อยให้พ่อ แม่ ลูก และพี่น้องของตัวเองถูกตัดหัวไปต่อหน้าต่อตา

ความตายอั้งยี่นั้นทุกข์ทรมานนัก ณ.จิตสุดท้ายก่อนสิ้นลมเต็มไปด้วยความกลัว และมีอารมณ์โกรธแค้น ชิงชัง ยามที่วิญญาณออกจากร่าง จิตจึงยึดอารมณ์ดังกล่าวเป็นที่ตั้ง จนนำพาไปยังทุกขติยภูมิ อยู่ในโลกวิญญาณ ในภพภูมิที่ทุกข์ทรมาน แรงอาฆาตพยาบาลความแค้น ที่ฝังใจก่อนความตาย ทำให้วิญญาณแต่ละดวงไม่สงบสุข หาทางไปเกิดไม่ได้ เพราะเป็นวิญญาณที่ตายโหง ที่ยังไม่ถึงเวลาตาย ด้วยกรรมมาตัดรอน จำต้องตาย วิญญาณทั้งหลายจึงได้สิงสถิตอยู่ในวัดเมืองเต็มไปหมด วัดเมืองจึงขึ้นชื่อว่าเป็นวัดผีดุมานับตั้งแต่นั้นมา

ด้วยกิตติศักดิ์ความเฮี้ยน ที่เคยมีผู้พบเห็นอั้งยี่ ประสบหลายคนเล่าว่าเห็นคนจีนเลือดท่วมหัว หิ้วหัวเดินรอบวัด บางคนเป็นคนแขนขาด ขาขาด ไส้ไหลเดินโซซัดโซเซ ผอมเหลือแต่กระดูก สภาพอดอยาก หิวโหย ไม่มีใครทำบุญให้ เพราะญาติพี่น้อง หรือคนรู้จักคงจะกลัวว่า ถ้าจะนำเครื่องเซ่นไหว้ตามประเพณีจีนกลัวจะถูกจับอีก จนวิญญาณอดโซทรมาน จึงได้ออกอาระวาด หลอกหลอนหนักขึ้นไปอีก…

Continue Reading
โรงแรมรูปตัวแอล

โรงแรมหลอนรูปตัวแอล ที่เชียงใหม่

โรงแรมรูปตัวแอล สุดหลอน

โรงแรมรูปตัวแอล ที่หลายคนคงจะเคยได้ยินเรื่องเล่าในเดอะช๊อค เพราะเป็นเรื่องที่ดังและน่ากลัวมาก เป็นโรงแรมที่มีอาณาบริเวณใกล้เคียงกับโรงพยาบาล ที่เชียงใหม่ บอกไว้เลยว่า มีอยู่ 2 ที่เท่านั้น

เรื่องก็คือคนเล่าไปเที่ยวช่วงปีใหม่ โรงแรมที่พักก็เป็นโรงแรม 5 ดาวของเชียงใหม่แล้วก็จองห้องไว้ แต่มาถึงเช้าแขกก็ยังไม่เช็คอินห้องที่จะพักออก ก็เลยขอเปลี่ยนห้องที่ว่างได้ห้องใหม่ที่ไม่ได้จองไว้ ซึ่งคนเล่าก็มากับเพื่อนทั้งหมดรวมตัวเองเป็นสามคนเพื่อนคนนึงก็เปิดหน้าต่างห้อง ก็เห็นว่าหน้าต่างตรงกับดาดฟ้าโรงพยาบาลพอดีแล้วเพื่อนคนนี้ปกติก็เป็นคนปากเร็ว ก้เลยพูดไม่คิดว่า “โห เห็นดาดฟ้าโรงพยาบาลเลยหรอนี่ อัปมงคลสุดๆ”แต่ยังไม่มีใครคิดอะไร ก็ออกไปเที่ยวกัน กลับมา เพื่อนคนเดิมไปเปิดหน้าต่าง เห็นผู้หญิงอยู่บนดาดฟ้าเลยพูดว่า “คนบ้าอะไรว่ะ ไปนั่งอยู่คนเดียว” คนที่นั่งเป็นผู้หญิง ใส่ชุดโรงบาล คนเล่าคิดว่าสงสัยเค้าออกมานั่งเคาว์ดาวน์มั้ง เลยออกไปเที่ยวกันตอนกลางคืน

หลังเคาว์ดาวน์เสร็จกลับมา นอนได้ยินเสียงเหมือนคนใช้เล็บกรีดกระจก ซึ่งมีหน้าต่างอยู่ตรงข้างเตียง และบนหัวเตียงของห้องด้วย เสียงกรีดกระจกดังไล่มาจากข้างเตียงถึงหัวเตียงเลยนอกจากเสียงกรีดกระจกแล้ว เป็นเสียงร้องกรี๊ดๆ แล้วเสียงหัวเราะอ่ะ เพื่อนเจ้าของเรื่องเปิดม่านดูเห็นเป็นผู้หญิงเอาหน้ามาติดกระจก แล้วใช้นิ้วกรีดๆ กระจก หัวเราะฮะ ฮะ เห็นแบบนั้น คนเล่ากับเพื่อนเลยรีบลงมาที่ล็อบบี้ บอกพนักงานที่ฟร๊อน เค้าเข้าใจว่าเพราะทานแอลกอฮอล์กันรึปล่าวแต่คนเล่าบอกว่าไม่ได้กิน คนที่กินมีแค่เพื่อนในกลุ่มคนเดียว แต่เพื่อนเค้าอีกคนกับเค้าไม่ได้ดื่มทางโรงแรมเลยจะเปลี่ยนห้องให้ แต่ต้องรอตอนเช้า เพราะแขกยังไม่เช็คเอาท์ออก คนเล่ากับเพื่อนก็ไม่กล้าขึ้นไปแล้ว นั่งรออยู่ล็อบบี้ ดื่มกาแฟไป จนถึงเช้า แขกออกย้ายไปอีกห้อง ถัดจากห้องเดิมไป 4 ห้อง แต่เปลี่ยนโรงแรมไม่ได้เพราะทุกที่เต็มหมด จะกลับก็ไม่ได้ เพราะจองตั๋วรถที่จะกลับ วางแผนการเดินทางไว้หมดแล้วเลยจำใจอยู่

คืนต่อมายังเจอผู้หญิงคนนี้ คนเดิม เวลาเดิม ใช้เล็บกรีดกระจก พร้อมกรี๊ดส่งเสียงร้องว่า กูจะฆ่าเมิง คนเล่ากับเพื่อนลงมาที่ล็อบบี้อีกถามพนักงานฟร้อนท์ ยืนยันว่าห้องที่อยู่ไม่มีเหตุการณ์อะไร คนเล่าไม่กล้าขึ้นไปนอนอีก เลยอยู่ที่ล็อบบี้ก็มีแม่บ้านเข้ามาถาม เจ้าของเรื่องก็เล่าที่เจอให้ฟัง ป้าเลยถามว่า อยากฟังไหม ถ้าอยากจะเล่าให้ฟัง พนักงานใหม่ไม่ค่อยรู้หรอก

แต่ก่อนมีผู้ชายคนนึงมาสัมนาที่นี้ แล้วภรรยาตามมาด้วย ภรรยากำลังท้องอยู่ สามีมาที่นี้ก็แอบหนีไปเที่ยวกลางคืน ไปนอนกับเด็กงี้ ผู้หญิงเสียใจ มีปากเสียง จะฆ่าตัวตาย กรีดข้อมือในห้องนั้นแหละ แต่ไม่สำเร็จถูกช่วยไว้ทัน เอาตัวส่งโรงบาล แต่สามีไม่เยี่ยมไม่สนใจเที่ยวเหมือนเดิม วันนึง เสียงโทรศัพท์สามีดัง ภรรยาบอกว่าให้มองออกมาที่นอกหน้าต่างสิ พอผู้ชายมอง เห็นภรรยาตัวเองอยู่บนดาดฟ้าถือโทรศัพท์อยู่ แล้ววิ่งโดดลงไปต่อหน้าสามีเลย ก็เสียชีวิต! ว่ากันว่า มีคนเห็นเธอกระโดดลงมาจากดาดฟ้า ทุกคืน วันพระ เพราะเธอต้องชดใช้กรรมฆ่าตัวตาย และอายุขัย ที่ยังไม่หมด ต้องทำแบบนั้นทุกๆวันจนกว่าจะ ครบอายุขัย !

ส่วนเป็นโรงแรม อะไร ลองเดากันเอานะครับ ผมเองไม่ใช่คนเชียงใหม่ซะด้วยสิ !! โรงแรมตัว L มองไปเห็น โรงพยาบาล…

Continue Reading

ตำนานเมืองล้านนา ผู้เสียสละ เจดีย์กิ่ว

ผู้เสียสละ เจดีย์กิ่ว

ผู้เสียสละ เจดีย์กิ่ว เจดีย์เป็นเจดีย์สีขาว ไม่ได้ตั้งอยู่ในวัด แต่ตั้งอยู่กลางถนน เป็นวงเวียนให้รถวนรอบ อยู่ที่บริเวณด้านหน้าของเทศบาลนครเชียงใหม่ ใกล้กับสถานกงศุลอเมริกา อีกด้านหนึ่งอยู่ติดแม่น้ำปิงซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดเชียงใหม่ เจดีย์ขาว หรือที่ชาวเขียงใหม่เรียก “เจดีย์กิ่ว” นั้นสร้างแต่สมัยไหนไม่มีใครทราบ แต่ในตำนานเล่าไว้ว่า

ในสมัยหนึ่งเมืองเชียงใหม่ ได้ถูกข้าศึกยกกองทัพมาประชิดเมือง แม่ทัพฝ่ายข้าศึกได้มาท้าประลองการแข่งขันดำน้ำ ในแม่น้ำปิง ถ้าฝ่ายไหนดำน้ำได้นานจะเป็นฝ่ายชนะ ฝ่ายไหนแพ้ต้องเสียเมือง(ตกเป็นเมืองขึ้น) ให้หาคนมาแข่งขันภายใน 3 วัน เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงได้ป่าวประกาศรับสมัครหาคนเป็นตัวแทนมาแข่งขันกับฝ่ายข้าศึก แต่ก็ไม่มีใครกล้ามาสมัครแข่งขัน เพราะเชียงใหม่อยู่ในภูมิประเทศที่ดอน คนเชียงใหม่จึงไม่ค่อยชำนาญเรื่องในทางน้ำ เวลาผ่านไปสองวัน ไม่มีใครมาสมัคร ท่านเจ้าเมืองจึงให้คนไปป่าวประกาศในพื้นที่รอบนอกเมืองบ้าง

จนมาถึงบ้านปู่เปียงซึ่งอาศัยอยู่ในห้างนานอกเมือง ปู่เปียงเป็นคนแก่อายุค่อนข้างมาก ไม่มีลูกหลาน อยู่ตัวคนเดียว เมื่อรู้ข่าวเมืองเชียงใหม่ถูกข้าศึกยกทัพมาประชิดเมือง และท้าให้คนเมืองเชียงใหม่นั้นแข่งกันดำน้ำ แกจึงคิดที่จะตอบแทนคุณของบ้านเมืองจึงเข้าไป รับอาสาเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้

เมื่อถึงเวลากำหนดนัดหมาย ต่างก็มาสู่สถานที่แข่งขัน ณ ที่ท่าแม่น้ำปิง…ตัวแทนทั้งสองฝ่ายต่างก็ดำลงไปในน้ำพร้อมกัน นับเป็นเวลานาน ปรากฎว่าตัวแทนฝ่ายข้าศึกโผล่ขึ้นมาก่อน…จึงถือว่าแพ้ ก็ได้ยกกองทัพกลับไป ฝ่ายปู่เปียงดำน้ำเป็นเวลานาน ก็ไม่โผล่ขึ้นมาสักที ท่านเจ้าเมืองจึงให้คนดำลงไปดู ปรากฎว่า ปู่เปียง ใช้ผ้าต่อง(ผ้าขะม้า)มัดมือตนเองติดกับเสาหลักไต้น้ำ ถึงแก่ความตาย เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความดีของปู่เปียง ที่สละชีวิตตนเอง เพื่อปกป้องบ้านเมืองเชียงใหม่เอาไว้ เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงได้สร้างเจดีย์ขึ้นตรงนั้นนั่นเอง

หากท่านได้อ่านแล้ว จะเป็นบุญกุศลต่อประเทศชาติไม่น้อย ขอความกรุณาช่วยแชร์ต่อให้ด้วย เพื่อประกาศคุณความดีของบุคคลในอดีตที่รักชาติ รักแผ่นดินถิ่นเกิด ยอมเสียสละแม้กระทั้งชีวิตตนเองเพื่อรักษาแดนมาตุภูมิ จะทำให้ทุกคนในประเทศไทย รู้สึกสำนึกรักประเทศชาติขึ้นมาบ้าง…

Continue Reading