เจอดีที่พิษณุโลก

สุดสยอง เจอดีที่พิษณุโลก

เจอดีที่พิษณุโลก เรื่องสยองกลางดึงคืนหนึ่ง

เจอดีที่พิษณุโลก เป็นเรื่องที่หนูเจอเองที่โรงพยาบาลที่พิษณุโลกค่ะ ที่ลานจอดรถของโรงพยาบาลทางด้านหลังก็จะวนๆขึ้นไปเหมือนกับที่จอดในห้าง

คือวันนั้นไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาล ที่จอดรถด้านหน้าโรงพยาบาลก็จอดได้ไม่กี่คัน เหมือนเค้าบังคับให้จอดทางด้านหลังหมดตอนไปก็เป็นตอนเย็นก็ยังสว่างอยู่

ขับวนขึ้นไปจอดชั้นบนเพราะชั้นล่างๆนั้นเต็มหมดแล้ว ได้ที่จอดตรงกลางของชั้นทางลงที่จอดรถนั้นมีบันไดเล็กๆตรงกลาง แล้วมีลิฟท์อยู่ทางขวาสุดด้านล่าง

มียามนั่งอยู่ แล้วถัดไปก็เป็นโซนมอเตอร์ไซค์ค่ะหนูก็นั่งอยู่กับเพื่อนในห้องนาน เหมือนกับอยู่เป็นเพื่อนเค้าเพราะเค้าไม่มีใครมาเฝ้าเลยกลับมืดหน่อย

ในตอนที่กลับก็ไม่ดึกเท่าไหร่ ประมาณ 5 ทุ่มเกือบเที่ยงคืนหนูได้เดินไปที่จอดรถทางด้านหลังแล้วแอบเหวอนิดหน่อย เพราะไฟที่จอดรถเปิดแค่ชั้น 1 กับชั้น 2

ด้านบนมืดมาก ไม่เปิดไฟเลยค่ะ แล้วยามก็ไม่ได้นั่งอยู่เหมือนเดิมแล้ว ที่สำคัญก็คือจำไม่ได้ว่าจอดรถไว้ชั้นไหน? แล้วรถหนูก็ไม่มีปุ่มไฟไซเรนเพื่อเรียกรถด้วย

ในใจก็คิดว่าขึ้นลิฟท์ดีกว่า เพราะทางบันไดตรงกลางนั้น ขึ้นไปก็ไม่มีไฟ ก็มองอะไรไม่เห็นอยู่ดี เอาเป็นว่าขึ้นลิฟท์ไปแล้วพอเปิดประตูลิฟท์มา

ก็อาศัยไฟจากลิฟท์นั่นแหล่ะค่ะ มองหารถตัวเองเอา ลิฟท์นั้นอยู่ทางขวา รถอยู่กลางๆก็น่าจะพอมองเห็น รถของหนูสีเทาเข้มค่ะหนูก็เริ่มจากชั้น 3

เพราะชั้นสองนั้นไม่จอดไว้แน่ๆ พอลิฟท์เปิดออกมา ค่อยๆชะโงกหน้าออกไปด้วยใจเต้นระรัว มันมืดมาก มองไม่เห็นอัลไลเลย

ไฟที่ลิฟท์สาดถึงคือ 1 ช่วงบล็อคจอดรถค่ะ แต่พอเห็นรถสองคันแรก และที่เหลือมันมืดสนิทสรุปก็คือต้องใช้วิธีเปิดลิฟท์ค้างไว้เพื่อที่จะเดินหารถอีกทีค่ะ

แต่ใจก็คิดว่าไม่น่าใช่ชั้น 3แหล่ะค่ะ เพราะในตอนขับก็จำได้ว่าวนๆเยอะอยู่นะ สติก็ไม่มีเลยตอนขับ คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย แล้วทีนี้เข้าลิฟท์ไป

ตั้งใจเริ่มใหม่ที่ชั้น 4 พอถึง กว่าลิฟท์มันจะเปิดนี่ช้ามากกกกกกก ทั้งที่เมื่อกี้ปกติหนูก้าวขาออกไป ยังไม่ทันกดปุ่มที่ทำให้ลิฟท์ค้างไว้หรืออะไร ก็คือลองโผล่ไป

ก่อนหยั่งเชิงแบบระแวงพอหนูก้าวขาออกไป มือหนูก็ยังคาอยู่ที่ลิฟท์นะคะ คือกดค้างไว้ไม่ให้ปิด ภาพที่ลิฟท์ส่องให้เห็นในระยะที่บอกไปก็คือ มีเงาคนกลุ่มหนึ่ง

วิ่งกรูกันเข้ามาหาหนูค่ะ ในช่วงเข้ามาใกล้ๆเห็นใบหน้าชัดค่ะ ตาเค้าเป็นสีแดงก่ำ หน้าตาถทึงเหมือนกับโกรธแค้นมากในสัญชาตญาณก็รู้เลยว่านี่ไม่ใช่คน

กรูมาหาเร็วๆแล้วก็พอจะถึงตัวหนูก็หายวับไป ขาสั่นก้าวไม่ออกจะกลับเข้าลิฟท์ก็ทำไม่ได้ จะวิ่งไปข้างหน้าก็ไม่ไหวได้แต่ ร้องกรี๊ดอะไรก็ไม่มีค่ะ ได้แต่หลับตาปี๋

พอได้สติกลับมาอีกทีก็คือรีบเข้าลิฟท์แล้วกดลงรัวๆ เปิดมาอีกทีชั้นล่าง แต่กว่าจะถึงเหมือนจะขาดใจ สรุปก็คืนนั้นนอนค้างที่โรงพยาบาลกับเพื่อน

เพื่อนถามอะไรก็ไม่ยอมตอบค่ะ เช้ามาให้พ่อมาเอารถไปให้ ไม่กล้าที่จะไปอีกแล้วในตอนกลางวัน

ทุกๆวันนี้ชั้นบนของลานจอดรถโรงพยาบาลนั้นก็ยังไม่เปิดไฟ ไม่รู้จะประหยัดหาพระแสงอะไรกัน…

Continue Reading

คืนสยองในโรงพยาบาล เรื่องเล่าจากคุณเม

เรื่องเล่าจากคุณเม

เรื่องเล่าจากคุณเม คุณเมเล่าว่า.. ออกตัวไว้ก่อนว่าเราเป็นคนไม่กลัวผี ไม่เชื่อเรื่องผี และไม่เคยเจอผีในชีวิต เพราะคิดว่ามันไม่มีจริง จนมาเจอเหตุการณ์นี้เราก็อธิบายไม่ได้ค่ะ คือเมื่อราว สาม อาทิตย์ก่อน ลูกสาวคนโตของเราป่วยต้องแอทมิทเข้าโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง รักษาตัวที่โรงพยาบาลห้า วัน ทุกอย่างก็ปกติมาโดยตลอด จนคืนก่อนที่จะออกจากโรงพยาบาล ในคืนนั้นระหว่างที่เรากำลังสะลึมสะลือ

ครึ่งหลับครึ่งตื่น ก็ได้ฝันว่าตัวเองเดินไปที่ประตูห้อง และเปิดม่านเล็กๆ ตรงประตู เพราะที่ประตูห้องจะมีม่านเล็กๆ ไว้ส่องดูข้างนอกได้ พอเราส่องออกไป ก็เห็นคนมามุงหน้าห้องเราเยอะแยะไปหมด ทั้งหญิง ชาย ชะโงกหน้ากันเข้ามาจ้องเรา เราตกใจมากสะดุ้งตื่น ก็คือมันเหมือนอาการผีอำ กึ่งหลับ กึ่งฝันค่ะ เรามองนาฬิกาเป็นเวลาตีสองพอดี จังหวะเดียวกันกับลูกสาวเราที่นอนอยู่ ก็ลุกขึ้นยืน

โดยตาปิดอยู่ แต่ทำปากขมุบขมิบๆ เราถาม ‘ทำอะไรลูก’ แต่ลูกก็ไม่ตอบ ทำปากขมุบขมิบ ไม่ลืมตาอยู่อย่างนั้น เราตกใจจึงรีบไปตามพยาบาลมา พอกลับมา ลูกเราก็นั่งอยู่ในท่าคุกเข่า สรุปคือละเมอ ก็จบไป.. เราเอาไปเล่าให้สามีฟัง ก็บอกตลกดี บังเอิญ สามีบอกมันเป็นภาวะการทำงานของสมอง บอกว่าเราเหนื่อยมาก เครียดมาก เลยเป็นแบบนี้..

วันนั้นออกจากโรงพยาบาล แต่พอกลับมาถึงบ้าน ก็ปรากฏว่าลูกสาวคนเล็กตัวร้อนจัด ไข้ขึ้น สี่สิบ องศา เลยต้องพาลูกคนเล็กกลับไปเข้าโรงพยาบาลเดิมทันทีหลังจากที่ลูกคนโตเพิ่งออก เข้าแอทมิทตอน สาม ทุ่ม มีไข้สูง ร้องโยเยตลอดเวลา วางไม่ได้ จะต้องอุ้มไว้ตลอด พอได้เข้าห้องพัก คนละห้องกับที่ลูกสาวคนโตอยู่ คืนนั้นเราอยู่กับพี่ชายเรา ช่วยกันดูน้อง ส่วนสามีดูลูกคนโตอยู่บ้าน.. ตอนเข้าห้องไป

เราก็ได้กลิ่นเหม็นๆ ติดที่มือ กลิ่นเหมือนยางลบไหม้ เราก็พยายามล้างมือ ทาครีม คือล้างหลายรอบมาก หงุดหงิดในใจว่ากลิ่นอะไรเหม็นจัง แล้วก็เหนื่อยกับลูกมากๆ เพราะวางลูกไม่ได้เลย พยาบาลจะคอยพาลูกไปเช็ดตัวทุกๆ สอง ชั่วโมง จนตอนประมาณตีหนึ่ง กว่าๆ พี่ชายเราบอกว่า ‘เดี๋ยวขอนอนก่อนนะ พรุ่งนี้ต้องรีบไปทำงานแต่เช้า’ เราโอเค บอกให้พี่ชายนอนเลย พี่ชายเรานอนที่โซฟาในห้องนั่นค่ะ

สักพักพยาบาลก็มา พาน้องไปเช็ดตัว ต้องพาไปเช็ดตัวอีกห้องหนึ่ง เราก็เดินตามไปโดยทิ้งพี่ชายเราไว้ในห้อง พอเราไปดูพยาบาลเช็ดตัวกับลูกกลับมา โดยเราเป็นคนอุ้มกลับ เพราะลูกเราก็ร้องไห้ตลอด ไม่ให้วาง เอามือปัดๆ ก็ร้องๆ ตลอด เราอุ้มไว้อยู่ในห้อง พยายามปิดไฟ ให้มืดเพื่อที่ลูกจะได้นอน แต่ลูกเรายังคงร้องอยู่แบบนั้น.. สักพักไม่นาน พี่ชายเราที่นอนอยู่ ละเมอขึ้นมา เราไม่ได้สนใจ แต่เค้าพูดยาวมาก ตอนแรกฟังๆ เหมือนร้องไห้ และพูดอะไรพึมพำไม่รู้เรื่อง แต่พอฟังดีๆ มันเป็นเสียงผู้หญิงแก่!! พูดอารมณ์แบบสนุกสนานชอบใจ แต่ก็เป็นเสียงคนแก่นะ แก่มาก ยานคางเลยล่ะ สาบานเลยว่าได้ยินแบบนี้จริงๆ และแปลกมาก เกิดมาในชีวิตไม่เคยเจอมาก่อน เรากลัวมากเลยตะโกนเรียกพี่เรา จนพี่เราลุกขึ้นมา เราก็ถาม‘พูดอะไรอะ?’ พี่เราถามกลับ ‘ได้ยินว่าอะไรล่ะ?’ เราเล่าสิ่งที่ได้ยินให้พี่เราฟัง สรุปพี่เราบอกว่าเค้าไม่ได้พูดอะไร เท่านั้นล่ะ ต่างคนก็ต่างเงียบมองหน้ากัน ตอนนั้นเวลาตีสองกว่าๆ พี่เราทำหน้าอึกอักเหมือนอยากจะบอกอะไร เราก็รีบบอกพี่เลยว่า ‘อย่าเพิ่งเล่านะ รอเช้าก่อน..’

จนในตอนเช้าพี่ชายเราออกไปทำงาน ส่วนตัวเราติดต่อพยาบาลทำเรื่องขอย้ายห้อง พยาบาลมาถามเราว่าทำไมถึงจะย้าย เราตอบว่าอยากได้ห้องที่ใหญ่กว่านี้ แล้วมีพยาบาลอีกคนถามมาว่า ‘คุณแม่เจอเหรอคะ!?’ ทีนี้เราเลยเล่าให้เค้าฟัง และถามเค้าว่าห้องนี้มีอะไร แต่เราบอกเค้าว่า อย่าเพิ่งเล่านะ ขอให้ได้ห้องใหม่ก่อน.. พอทำเรื่องเปลี่ยนห้องได้ และย้ายไปที่ห้องใหม่ เราก็เลยรีบโทรไปถามพี่ชายว่า ‘เมื่อคืนเจออะไร?’ (พี่ชายเราทำงานเป็นบุคลากรของโรงพยาบาล ทำงานมาหลายปีไม่เคยเจอ และไม่เชื่อเรื่องผีเหมือนกัน) พี่ชายเราได้เล่าว่า พอล้มตัวลงนอน ยังไม่ทันหลับ รับรู้ตลอดที่เราเดินออกไปกับพยาบาลที่พาลูกไปเช็ดตัว ตอนที่เราออกไป ไฟในห้องมันตก กระพริบ ติดๆดับๆ สักพัก พอเราเดินกลับเข้ามาในห้อง พี่เราก็เล่าถูกหมดเลย เราเป็นคนอุ้มลูก พยาบาลเดินตาม เดินกันเข้ามา แต่สิ่งที่พี่เราเห็นก็คือ มีหน้าคนแก่ๆ ตามมาข้างๆ ลูกเราด้วย กำลังหลอก แบบแกล้งหยอกเด็ก อะไรประมาณนั้น ลูกเราก็ร้องไห้เอามือปัดไปมา ตอนนั้นพี่เราขนลุก ชาวูบไปตั้งแต่ท้ายทอย แต่ไม่ได้หลับ รับรู้หมด เห็นหมด แต่ขยับไม่ได้ เหมือนคนโดนบล็อกหลังผ่าตัดอะไรแบบนั้น พี่ชายเราพยายามตะโกนออกมาสุดเสียงว่า ‘ออกไป อย่ามายุ่งกับเด็ก’ แต่ตะโกนเท่าไหร่ ไม่มีเสียงออกมาเลย ซึ่งทั้งหมดมันคือช่วงเวลาเดียวกันกับที่เราได้ยินเสียงผู้หญิงแก่ พอเราตะโกนเรียกพี่ชายเรา พี่เราถึงหลุดมาได้

และนี่ก็เป็นเหตุการณ์ที่แปลกมากสำหรับเรา พี่ชายเราอยู่ในภาวะที่รู้สึกตัวดี ไม่ได้ใช้ยา ไม่ได้เจ็บป่วย ไม่ได้มีประวัติทางจิตเวชใดๆ แล้วเราได้กลับไปถามพยาบาล ซึ่งพยาบาลบอกว่า ‘ที่ห้องนั้น ก่อนหน้ามีแม่ลูกเข้ามาแอทมิทตอนบ่าย แล้วมาขอย้ายห้องออกกลางดึกเลย บอกว่ามีอะไรมากวนจนอยู่ไม่ได้.. ส่วนอีกเคส ก็เคยเห็นเป็นผู้หญิงแก่มานั่งมองอยู่ปลายเตียง’ ซึ่งทุกอย่างตรงกับที่พี่ชายเราเห็นว่าเป็นผู้หญิงแก่ และเสียงที่เราได้ยินก็เป็นเสียงผู้หญิงแก่..’ และตั้งแต่ย้ายไปห้องใหม่ กลิ่นเหม็นเหมือนยางไหม้ติดมือเราหายไปเลยค่ะ และก็ปกติดี ไม่มีเหตุการณ์แปลกๆ อีกเลย.. เรื่องที่เจอก็มีแค่นี้ค่ะ แต่ขอยืนยันว่าทุกเรื่องที่เล่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง…

Continue Reading
ลบหลู่เจ้าที่

ลบหลู่เจ้าที่ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ลบหลู่เจ้าที่
ลบหลู่เจ้าที่ 

ลบหลู่เจ้าที่ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

หลังจากที่ลุงได้ลาสิกขาบท เมื่อถอดผ้าเหลือง แล้วก้าวออกมาพ้นธรณีประตูศาลา…คุณลุงถึงกับ ผวาเฮือก เฮ้ย!! เชี้ยแล้ว ศีลอีกทั้ง227 ข้อที่คุณลุงปฎิบัติมาร่วมปี ได้กระเด็นหลุดหายออกไปจากตัวลุงในทันที เมื่อแลเห็น ไอ้พวกเพื่อนๆตัวแสบนั่งซดบักสองซาวอยู่โคนต้นไม้หน้าศาลา…พร้อมกันรินมาให้ลุงโบกใหญ่…เฮ้ย กินยังไม่ได้ต้องนอนอยู่วัดเจ็ดวันก่อนถึงจะกินได้

คุณลุงกล่าวพร้อมด้วยเอิ้อมมือไปจับแก้วมากระดกดัง เอื๊อก…สรุปคืนนั้นคุณลุงก็ได้นอนอยู่วัดสมปรารถนา เมาหลับนอนแม่งอยู่ตรงนั้นล่ะ ในเวลาที่ว่างๆงานอยู่ก็ มีเพื่อนให้ไปสมัครงานที่โรงพยาบาล ที่จังหวัดแห่งหนึ่ง ซึ่ง 1 ในนั้นที่สมัครติดเป็นคุณลุงกับเพือนๆในหมูบ้าน10กว่าคน…ซึ่งคุณลุงดีใจมากที่จะได้ทำงานเพื่อสังคม ลุงจะสู้แล้วก็อดทนฮัฟร์…เอาเข้าจริงหน้าครั้ง ที่คุณลุงได้รับนี้ก็หนักเอาการอยู่ ผู้คนขวักไข่ว อลหม่าน จะได้พักก็เมื่อทราย หรือปูนหมด ก็เลยได้พักเหนื่อยเอาแรง…แฮะๆๆสงสัยล่ะสิ…คุณลุงมาทำงานก่อสร้างในโรงบาลคับ ไม่ได้เป็นบุรงบุรุพยาบาลที่ใหนหรอกคับ 555..หนผู้คนขวักไขว่ วุ่นวายเพราะบ้างก็เทหิน บ้างก็เทปูน บ้างก็เททราย ใส่บด บดปูน

ยุคเก่าไม่มีรถยนต์บดปูนเสร็จอย่างงี้หรอกนะครับ…ผ่านมานับเป็นเวลาหลายเดือนก็ไม่เคยพบเห็นอะไร…จนกระทั่งมาวันหนึ่งขณะที่กินเหล้ากันอยู่ไป ไอ้นัท ได้ขอตัวออกไปยิงกระต่ายด้านข้างกำแพง ปัง!!! เราตกใจตกใจรีบหันไปดู…แม่งเดินชนกำแพงสังกะสีว๊ะ…แล้วมันก็เดินโซซัดโซเซ เลี่ยงออกไปอีกทางหนึ่ง..เมื่อไปถึงที่หมาย…จัดเตรียมอาวุธ เล็งอาวุธ ยิง!!! ฉี่ๆๆๆๆๆๆๆๆสายน้ำพุ่งฟุ่โลภระจายไปกลางอากาศ ราวกับละอองฝนที่โปรยชุมฉ่ำต่อทุกสิ่งบนโลก กับเป้าหน้าอันเคลิบเคลิ้ม เชิญชวนโดนส้นยิ่งนัก…บังเอิญคุณลุงมองออกไป ลุงได้แต่อุทานออกมาด้วยความตกใจ

ชิปหาย!!!…ไอ้เพชร ไปซื้อใหม่สิ…ไอ้เนา เราไม่มีเงิน…ไอ้คิด มายืมข้าสิ…เปรี้ยง!!! โครม ร่างไอ้เพชร ผู้ที่นั่งใกล้ตีนที่สุด กระเด็นตกแคร่…พวกห่านิ มุ่งมั่นตั้งใจจริง สะเออะมาเล่นอยู่ได้ นู้น เอ็งมองไอ้นัทสิ มันไปเยี่ยวใส่ศาลเจ้า…ครู่หนึ่ง ไอ้นัทก็เดินโซซัดโซเซ กลับมา พร้อมยิ้มอย่าสบายอารมณ์ หลังจากที่ได้ปล่อยน้ำขังออกมา…ไอ้นัท แกไปเยี่ยวใส่ ศาลเจ้าทำไม ไอ้ห่า ที่อื่นๆมีเยอะแยะไม่ไปเยี่ยว วันพรุ่งเอ็งตระเตรียมของมาขออภัยท่านเลยน่ะเอ็ง ไอ้เพชรบอกขึ้นกับปัดฝุ่นที่ก้น…โห้ พี่นี้มันสมัยใหนกันแล้ว เขาไปเหยียบพระจันทร์ ดาวอังคารแล้ว ผีเผอไม่มีหรอก 555 ไม่มีสาระ…ข้าจะเหยียบหน้าเอ็งนิ ไอ้ชิปหาย ไอ้เพชรพุดอย่างขุ่นเคือง เหตุเพราะเพื่อนรุ่นน้องไม่ยอมฟังมัน…เวลาที่กำลังโต้แย้งกันอยู่หมาก็พร้อมใจหอนขึ้นมา โบร๋ว บรู๋ว….พร้อมด้วยลมพัดข่มขู่อย่างหนักแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย พวกคุณลุงเห็นท่าไม่ดีก็เลยพากันแยกย้ายไปนอน….ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ไอ้นัทรู้สึกจะเงียบๆไป..ไม่ถึงเดือนภาวะไอ้นัทแทบจะดูไม่ได้ซูบผอมเหลือแค่กระดูก ลูกพี่พาไปรักษาที่ใหนๆก็มีแต่ว่าทรงกับทรุด จนถึงตกลงใจจะส่งมันกลับไปอยู่ที่บ้าน

จนกระทั่งวันหนึ่งพวกคุณลุงไปเยี่ยมมัน คุณลุงได้ถามมันว่า อาการเป็นอย่างไร บอกเราสิ…มันกล่าวว่ากลางดึกที่ไร มันจะรู้สึกว่ามีคนมาเดินบริเวณแคมป์ที่มันพัก ดึกๆก็หายใจไม่ค่อยออก นอนไม่เคยหลับเลยพี่…เฮ้ย แล้วแกไปขอโทษศาลเจ้าเจ้าที่ ที่แกเยี่ยวใส่ยัง…ยังพี่ ไร้สาระอ่ะ ผมมีความรู้สึกว่าผมหลอนเนื่องจากว่าผมเล่นยา บวกกับดื่มเหล้ามากยิ่งกว่า…เฮ้ย เชื่อใว้ไม่เสียหาย เชื่อกูน่ะ เพราะเอ็งไปรักษาทุกที่แล้วยังไม่เคยรู้มูลเหตุ ทดลองดูเชื่อข้า เดียวกูบอกลูกพี่ให้น่ะ…ก็ได้ครับผม ผมจะลองเชื่อมอง…คุณลุงก็เลยไปบอกหัวหน้า เมื่อหัวหน้าได้ยินถ้าอย่างงั้นก็รีบเลยไก้ต้มเหล้าเครื่องเซ่นจัดเต็มพาไอ้นัทไปขอขมาพร้อมกับบนอีกว่าถ้าหากมันหายดีขณะใดจะแก้บนด้วยหัวหมู…โดยลูกพี่จะลดเงินเดือนมันเป็นค่าเครื่องสังเวย…เมื่อทำพิธีขอขมาเสร็จลูกพี่ก็พาไอ้นัทกลับไปพักฟื้นที่บ้าน…ผ่านไป1เดือน ไอ้นัทกลับมาพร้อมกำร่างกายล่ำสันอย่างเดิม เพื่อเพิ่มเบ้าหน้ากวนสนตรีน..ไอ้นัทมันสุรา เฮ้ยเล่า ให้ฟังว่าภายหลังที่มันกลับไปบ้าน มันฝันมองเห็นตายาย เดินเข้ามาพูดว่าตอนนี้จะยกโทษ แม้กระนั้นอย่าให้มีครั้งต่อไปอีก แล้วอย่าลืมกลับมาแก้บนด้วยล่ะ ไม่งั้นเอาตาย มึงกล่าวยิ้มๆแล้วเดินจากไป

ตั้งแต่นั้นมันก็ไม่มีอาการแบบงั้นอีกเลยกินได้นอน หายโดยที่ไม่ต้องไปหาหมอ ซึ่งเกิดเรื่องที่แปลกมากมายๆ…แล้วมันก็กลับมาแก้บนที่บนเอาใว้ แล้วทำงานตามปกติจนกระทั่งงานเสร็จสิ้น ก่อนจะแยกย้ายกันไปไซด์งานอื่นคนล่ะที่มันได้เดินมาบอกคุณลุงว่า ขอจับก้นคุณลุงหน่อย(มุกบักโอ้ 555) เฮ้ยๆๆไม่ใช่ๆผมเชื่อแล้วพี่ว่าผีมีจริง…

Continue Reading
เดี๋ยวพี่ไปส่ง

เดี๋ยวพี่ไปส่ง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เดี๋ยวพี่ไปส่ง

เดี๋ยวพี่ไปส่ง 

เดี๋ยวพี่ไปส่ง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เรื่องนี้มาจากคุณยุ้ย (นามสมมติ) ครับ เกิดเรื่องราวของสองลูกพี่ลูกน้องลูกแพทย์ ที่ตามพ่อมาออกเวรที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ขณะนั้นตรงเวลา 5 ทุ่มกว่าแล้ว ทั้งสองก็เบื่อกับการนั่งอยู่เฉยๆเลยพากันออกไปเดินเที่ยวแถวนั้น ซึ่งหารู้ไม่ว่ามันเป็นห้องเก็บศพ เพียงพอเดินไปเดินมาทั้งคู่กลับหลงจนถึงหาทางกลับไปห้องเวรของบิดาผิด โชคดีที่มี คนป่วยหญิง คนหนึ่งเดินผ่านมา รวมทั้งสมัครใจจะช่วยพาไปส่งให้ โดยพูดว่า ‘แถวนี้มันอันตราย..ผีเยอะแยะ!’ ด้วยความหวาดกลัว สองลูกพี่ลูกน้องก็เลยรีบจับมือตามคนเจ็บคนนั้นไป โดยมองเห็นด้ายสายสิญจน์ที่ผูกอยู่ที่ข้อมือของคุณด้วย แต่ว่าก็มิได้ถามอะไร..

จนมาส่งถึงห้องเวร ทั้งสองจึงหันไปขอบคุณคนไข้ผู้หญิงคนนั้น เธอตอบกลับว่า ‘พี่ยินดีที่จะช่วยจ้ะ ถ้าว่างๆ ก็ไปคุยเป็นเพื่อนพี่ที่ห้อง 139 หน่อยนะ พี่เหงา..’ พอเธอเดินกลับไป เด็กๆ ก็เดินเข้าไปในห้องเวร พยาบาลต่างมองทั้งคู่เป็นตาเดียว แล้วถามว่า ‘เมื่อกี้หนูคุยกับใครเหรอ พี่ไม่เห็นมีใครอยู่ตรงนั้นเลย!?’

พอรุ่งเช้าสองพี่น้องได้เล่าให้พ่อฟัง พ่อเลยจะพาไปที่ห้อง 139 เพื่อขอบคุณคนไข้คนนั้นเสียหน่อย แต่พอไปถึง พยาบาลกลับบอกว่า ‘คนไข้ผู้หญิงห้องนี้ เธอเสียไปเมื่อ 2 วันที่แล้วค่ะ..’

ขอขอบคุณแหล่งที่มา thehouse.online…

Continue Reading
รถส่งต่อโรงบาล

รถส่งต่อโรงบาล เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

รถส่งต่อโรงบาล
รถส่งต่อโรงบาล

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน รถส่งต่อโรงบาล

มีเรื่องของพี่ที่รู้จักคนหนึ่ง แกมีอาชีพเป็นคนขับรถส่งต่อของโรงพยาบาลเล็กๆแห่งหนึ่งนะครับ เป็นมีบทบาทขับขี่รถส่งคนเจ็บจากโรงหมอหนึ่งไปอีกโรงหมอหนึ่ง เช่นโรงพยาบาลนี้มีห้อง หรือวัสดุไม่พอ ก็จะนำคนไข้ส่งต่อไปรักษาอีกโรงพยาบาลอะไรแบบนั้น

พี่แกเล่าว่า มีอยู่คืนหนึ่ง ต้องไปส่งคุณลุงที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ระยะทางค่อนข้างจะไกล พอไปถึงก็ส่งตัวให้อีก โรงพยาบาล ดูแลเรียบร้อบ แล้วเอ็งก็ขับขี่รถกลับ.. เวลาผ่านไปได้สักพักใหญ่ แกก็ได้รับโทรศัพท์ว่าให้กลับไปรับศพของผู้ป่วยคนเดิมกลับมา ในเวลานั้นพี่แกเพิ่งกลับมาถึง แล้วก็หยุดรถยนต์ได้ไม่นาน เลยสบถออกมาว่า ‘เอ้า ไอ้แก่.. เพราะเหตุใดรีบตายจังวะ ตายพรุ่งนี้รุ่งเช้าก็มิได้!’ แล้วก็ออกรถกลับไปรับศพคนไข้

ระหว่างทางขากลับจากที่ไปรับศพคนไข้คนเดิม พี่แกเล่าว่า ตอนนั้นเวลาเกือบจะตี 3 แล้ว ขับๆ อยู่ก็ได้ยินเสียงทุบ ‘ตึง!’ จากข้างหลังรถ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร ขับๆ ไปต่อ ก็เห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ริมถนน ทั้งๆ ที่ทางค่อนข้างเปลี่ยว แถมเวลาก็ตี 3 แล้ว.. ขับผ่านไปได้ไม่นาน แกก็เห็นชายคนเดิมยืนอยู่ริมถนนอีก เอาล่ะสิ ใจคอเริ่มไม่ดีแล้ว จึงรีบเหยียบคันเร่ง แต่แกก็ต้องเบรคกระทันหัน เพราะเห็นผู้ชายคนเดิมมายืนอยู่ที่หน้ารถ พร้อมกับชี้มือมาที่รถ และพูดเสียงดังว่า ‘มึงพูดยังไงกับกู!’ ตอนนั้นคือชัดเลย ว่านั่นคือลุงที่นอนอยู่หลังรถ พี่แกไม่รอช้ารีบหลับหูหลับตาเหยียบคันเร่งฝ่าร่างลุงไป ระหว่างทางก็มีเสียงทุบดังมาจากข้างหลังรถตลอดเวลา จนแกตกใจเกือบเสียหลักไปหลายรอบ โชคดีที่รอดมาได้

หลังจากเหตุการณ์นั้น พี่แกก็ได้จุดธูปขอขมาวิญญาณของลุงที่ได้พูดจาล่วงเกิน และทำบุญให้ลุงเรื่อยมา..…

Continue Reading